5668 จำนวนผู้เข้าชม |
นางสาวสุวิมล ศรีโสภาจิต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ. หลักทรัพย์ เคจีไอ ประเทศไทย (KGI) ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายร่วม (Joint Lead Underwriter) บมจ. สิริซอฟต์ (SRS) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้อนุมัติแบบคำขออนุญาตเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 40 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 25% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมด ที่ราคาพาร์หุ้นละ 0.50 บาท ทำให้บริษัทฯ พร้อมเดินหน้าจัดนำเสนอข้อมูลให้กับนักลงทุน ก่อนเสนอขายหุ้น IPO เพื่อเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ (mai) หมวดธุรกิจเทคโนโลยี (Technology) เร็วๆ นี้
ด้านนางสาววีรยา ศรีวัฒนะ หัวหน้าฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี ประเทศไทย (CGS-CIMBS) ซึ่งเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายร่วม กล่าวเสริมถึงวัตถุประสงค์ในการระดมทุนครั้งนี้ว่า จะนำไปใช้พัฒนาและปรับปรุงซอฟต์แวร์สำหรับใช้งานภายในองค์กร ประมาณ 20 ล้านบาท และนำไปใช้ลงทุนทางด้านบุคลากรในการพัฒนาระบบหรือซอฟต์แวร์ รวมถึงขยายพื้นที่สำนักงาน เพื่อเพิ่มศักยภาพการให้บริการ ประมาณ 280 ล้านบาท ส่วนที่เหลือนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนรองรับโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ SRS สามารถขยายการให้บริการทั้งในกลุ่มลูกค้าเดิม และขยายฐานลูกค้าใหม่ ผลักดันให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน พร้อมกับตอกย้ำการเป็นหนึ่งในผู้นำด้านที่ปรึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศให้กับองค์กร ผ่านแนวทางการทำงานแบบ DevOps (Development & Operations)
ส่วนนางสาวเดือนพรรณ ลีลาวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพโอเนีย แอดไวเซอรี่ (Pioneer) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน ชี้แจงว่า SRS มีความเชี่ยวชาญทั้งการเป็นที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยใช้ DevOps Culture ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ลูกค้า และการให้บริการออกแบบพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยใช้สถาปัตยกรรมแบบ Microservices พัฒนาซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชั่นได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ สามารถตอบความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด จนได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและใหญ่ กลุ่มสถาบันการเงิน และค้าปลีก ผลักดันให้ผลดำเนินงานมีการเติบโตทั้งรายได้และกำไรอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ตามกระแสดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น

ขณะที่นายสิริวัฒน์ ธนุรเวท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. สิริซอฟต์ (SRS) เปิดเผยว่า การเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ mai ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะสนับสนุนให้บริษัทฯ ก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการโดยอาศัยจุดแข็งจากความเชี่ยวชาญของผู้บริหาร และบุคลากรด้านพัฒนาซอฟต์แวร์ และฝ่ายวิศวกรรมซอฟต์แวร์ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น สามารถให้บริการอย่างมีคุณภาพ ตอบโจทย์ลูกค้าซึ่งมีแผนลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างต่อเนื่องได้อย่างมีประสิทธิผล สนับสนุนให้ธุรกิจมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนผ่านผลดำเนินการย้อนหลัง 3 ปีล่าสุด (2563-65) ที่บริษัทฯ มีเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ปีละ 137.37%
โดย SRS มีรายได้จากการขายและบริการเพิ่มจาก 72.91 ล้านบาท ในปี 2563 เป็น 187.03 ล้านบาท และ 410.81 ล้านบาท ในปี 2564 และ 2565 ตามลำดับ ขณะที่กำไรสุทธิขยายตัวจาก 14.39 ล้านบาท ในปี 2563 เป็น 25.47 ล้านบาท และ 68.69 ล้านบาท ในปี 2564 และ 2565 ตามลำดับ คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิที่ 19.73% 13.51% และ 16.67% ของรายได้รวม ตามลำดับ
สำหรับผลดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกปีนี้ บริษัทฯ มีรายได้รวม 306.24 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันปีก่อนเกือบ 43.0% แบ่งเป็นรายได้จากงานให้บริการ ซึ่งประกอบด้วย รายได้จากการให้บริการคำปรึกษาและพัฒนาระบบ รายได้จากการบริการบำรุงรักษาระบบ (Maintenance) และการบริการอื่นๆ ในสัดส่วน 63.03% และรายได้จากการขาย แบ่งเป็นรายได้จากการขายสิทธิการใช้งานซอฟต์แวร์ และการขายคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง ในสัดส่วน 36.83%
อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิกลับปรับลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันปีก่อน มาอยู่ที่ 47.34 ล้านบาท เนื่องจากมีการขยายพื้นที่สำนักงานเพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของพนักงานสอดคล้องกับการเติบโตของธุรกิจ และการลงทุนเพื่อปรับปรุงระบบควบคุมภายในให้ดีมากยิ่งขึ้นเพื่อเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานในระยะยาว ประกอบกับการหมดอายุของสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามการส่งเสริมการลงทุนสำหรับผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
ล่าสุด SRS มีพนักงานรวมทั้งสิ้น 238 คน ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นในฝ่ายพัฒนาซอฟต์แวร์ และฝ่ายวิศวกรรมซอฟต์แวร์เป็นหลัก เพื่อขยายขีดความสามารถในการให้บริการตามจำนวนของลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น และมีงานในมือ (Backlog) รอรับรู้รายได้ในครึ่งปีแรกที่ 525.64 ล้านบาท แบ่งเป็นงานบริการมูลค่า 227.13 ล้านบาท และงานขายมูลค่า 298.51 ล้านบาท โดยมีกำหนดส่งมอบงานปีนี้ จำนวน 297.24 ล้านบาท ปีหน้า 165.79 ล้านบาท และปี 2568 อีก 62.63 ล้านบาท
