4264 จำนวนผู้เข้าชม |
นายวิญญู ไชยวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ธนาคารไทยเครดิต (CREDIT) เปิดเผยว่า ทางที่ปรึกษาทางการเงิน บมจ. ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) ได้แจ้งว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้นับหนึ่งแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์ และแบบแบบแสดงรายการข้อมูลเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) ทำให้พร้อมเดินหน้าแผนเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ผ่านการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 347.029 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 28.2% ของทุนจดทะเบียนและชำระแล้วทั้งหมดของธนาคารฯ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเงินกองทุนของธนาคารฯ และใช้เป็นเงินทุนขยายพอร์ตสินเชื่อ รวมถึงนำไปใช้ปรับปรุงและพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้งเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) และยกระดับความปลอดภัยของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Security and Infrastructure) เพื่อมุ่งสู่การเป็นธนาคารพาณิชย์ที่ให้บริการสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการรายย่อยและลูกค้าบุคคล ตลอดจนให้ความช่วยเหลือลูกหนี้นอกระบบให้เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ จากผลิตภัณฑ์ทางการเงิน 5 กลุ่ม ได้แก่ สินเชื่อสำหรับธุรกิจไมโครเอสเอ็มอี สินเชื่อนาโนและไมโครเครดิตเพื่อคนค้าขาย สินเชื่อบ้าน สินเชื่อหมุนเวียนส่วนบุคคล และสินเชื่อรายย่อยอื่นๆ เพื่อช่วยสนับสนุนการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมในประเทศ และสอดคล้องกับปรัชญาการทำธุรกิจของธนาคารที่ว่า "Everyone Matters ทุกคนคือคนสำคัญ”
สำหรับสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อ หลักๆ มาจากธุรกิจไมโครเอสเอ็มอี ราว 68% รองลงไปเป็นสินเชื่อนาโนและไมโครเครดิตเพื่อคนค้าขาย และสินเชื่อบ้าน ในสัดส่วน 15-16% ใกล้เคียงกัน

ด้านนายกนต์ธีร์ ประเสริฐวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) ชี้แจงถึงจุดแข็งของ CREDIT ว่า เป็นผู้ให้บริการทางการเงินที่มีประสบการณ์ในการให้บริการลูกค้ารายย่อยยาวนานกว่า 10 ปี ทำให้มีความเข้าใจในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง ส่งผลให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลาย ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุม อีกทั้งสามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และควบคุมความเสี่ยงอย่างรัดกุม ทำให้สามารถขยายพอร์ตสินเชื่อเพื่อเพิ่มการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ดูได้จากอัตราเติบโตของเงินให้สินเชื่อของธนาคารฯ ที่มีอัตราขยายตัวเฉลี่ย (CAGR) ช่วง 3 ปีล่าสุด (ปี 2563-65) ปีละ 33% และยังมีศักยภาพในการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจสู่ตลาดที่มีขนาดใหญ่ แต่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินด้วยรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่เป็นเอกลักษณ์ โดยอาศัยเครือข่ายสาขาที่มีต้นทุนการดำเนินงานต่ำ กระจายตัวในจุดยุทธศาสตร์ 527 สาขาทั่วประเทศ มีทั้งสาขาที่เน้นปล่อยสินเชื่อเพื่อรายย่อย สำนักงานนาโนเครดิต และสาขาที่เน้นให้บริการเงินฝาก
นอกจากนี้ ธนาคารฯ ยังมีการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมผ่านช่องทางดิจิทัล ผ่านบริษัทลูก ไทยไมโคร ดิจิทัล โซลูชั่นส์ ที่พัฒนาแพลตฟอร์มด้านเทคโนโลยีมาช่วยให้บริการลูกค้าผ่านแอปพลิเคชัน "ไมโครเพย์" ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานที่ผ่านกระบวนการ KYC ถึง 384,460 ราย ช่วยให้ธนาคารฯ สามารถรักษาอัตราส่วนค่าใช้จ่ายดําเนินงานต่อรายได้รวม (Cost-to-Income Ratio) ได้ในระดับต่ำ ผลักดันให้ผลดำเนินงานเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่รายได้และกำไร โดยรายได้ดอกเบี้ยเติบโตจาก 6,730.9 ล้านบาท ในปี 2563 เพิ่มเป็น 8,943.6 ล้านบาท ในปี 2564 และ 11,052.3 ล้านบาท ในปี 2565 ตามการขยายตัวของเงินให้สินเชื่อ ที่เพิ่มจาก 68,562.4 ล้านบาท ในปี 2563 มาเป็น 97,728.7 ล้านบาท ในปี 2564 และ 121,298.0 ล้านบาท ในปี 2565 ส่งผลให้กำไรสุทธิเพิ่มจาก 1,372.9 ล้านบาท ในปี 2563 มาที่ 1,935.0 ล้านบาท ในปี 2564 และ 2,352.5 ล้านบาท ในปี 2565
ขณะที่ผลดำเนินงานงวดครึ่งแรกปีนี้ CREDIT มีรายได้ดอกเบี้ย 6,361.1 ล้านบาท และกำไรสุทธิที่ 1,830.7 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันปีก่อน 22.22% และ 43.74% ตามลำดับ โดยมีอัตราส่วน Cost-to-Income Ratio อยู่ที่ 36% ส่วนหนี้เสีย (NPL) อยู่ที่ 4.2% เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อน 0.3% ซี่งมีสาเหตุหนึ่งจากความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้ายังมีความอ่อนไหว