2408 จำนวนผู้เข้าชม |
นายสมภพ กีระสุนทรพงษ์ กรรมการผู้อำนวยการ บมจ. หลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส (FSS) ที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้น บมจ. เอส. ซี. แอล. มอเตอร์ พาร์ท (SCL) เปิดเผยว่า หลังจากการเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 70 ล้านหุ้น ระหว่างวันที่ 25 – 27 ตุลาคมที่ผ่านมา มีนักลงทุนให้ความสนใจจองซื้อเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทำให้มีความเชื่อมั่นว่า SCL จะเป็นหุ้นน้องใหม่ที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจให้กับนักลงทุนได้ เนื่องจากมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งการมีประสบการณ์ในฐานะผู้นำในธุรกิจจัดจำหน่ายอะไหล่รถยนต์มาเกือบ 6 ทศวรรษ และการเป็นหนึ่งในตัวแทนจำหน่ายอะไหล่รถยนต์ครบวงจร ครอบคลุมผลิตภัณฑ์อะไหล่มากกว่า 167,000 รายการ ทั้งผลิตภัณฑ์อะไหล่รถยนต์ภายใต้ตราสินค้าของค่ายรถยนต์ต่างๆ เช่น ISUZU, MITSUBISHI, TOYOTA, HONDA, FUSO, FORD, NISSAN และ CHEVROLET นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเป็นผู้จัดจำหน่ายอะไหล่รถยนต์ทดแทนที่ได้มาตรฐานของผู้ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ที่ได้รับการยอมรับ เช่น AISIN, KAYABA, EXEDY, DENSO และ TOKICO
สำหรับจุดเด่นสำคัญ คือ การเป็นตัวแทนจำหน่ายอะไหล่รถยนต์รายใหญ่ ของ ISUZU ซึ่งเป็นผู้นำรถปิคอัพของไทยมาอย่างยาวนาน รวมทั้งอะไหล่รถยนต์จากค่ายรถยนต์ชั้นนำ รวมถึงอะไหล่รถยนต์ทดแทนที่ได้มาตรฐานอย่างครบวงจร สามารถตอบโจทย์ลูกค้าซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายอะไหล่รถยนต์ทั้งขนาดกลางและขนาดเล็ก กลุ่มศูนย์บริการรถ (FastFit) กลุ่มบริษัทประกัน และลูกค้าทั่วไปที่ซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ มากกว่า 1,600 รายทั่วประเทศ
นอกจากนี้ ธุรกิจตัวแทนจำหน่ายอะไหล่รถยนต์ยังเป็นธุรกิจที่การแข่งขันไม่รุนแรง และผู้เล่นใหม่เข้ามาทำตลาดได้ค่อนข้างยาก ทำให้ SCL มีการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่อง เพราะผู้บริโภคจำเป็นต้องรักษาหรือซ่อมแซมรถมากขึ้น ในทุกสภาวะเศรษฐกิจ จึงมั่นใจว่า SCL จะเป็นหุ้นที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีต่อนักลงทุนในระยะยาวได้
ส่วนนายสกล ตั้งก่อสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCL เสริมว่า การเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ (mai) ถือเป็นอีกก้าวสำคัญสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ในฐานะผู้จัดจำหน่ายอะไหล่รถยนต์รายแรกของประเทศที่เข้ามาระดมทุนในตลาดทุน เพื่อต่อยอดธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ผ่านการนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานเพื่อต่อยอดการเติบโต รวมถึงใช้ชำระคืนเงินกู้ยืม ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงิน ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้มากขึ้น
โดยโครงการในอนาคต บริษัทฯ มีแผนลงทุนก่อสร้างคลังสินค้าแห่งใหม่ เพื่อรองรับการจัดเก็บสินค้าได้เพิ่มขึ้น 50% จากปัจจุบัน มีศูนย์กระจายสินค้าบนพื้นที่ 9 ไร่ หรือ 14,400 ตารางเมตร อยู่ที่ จ.ปทุมธานี เพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ในการทำธุรกิจ ที่จะหันมาเน้นบริหาร Product Mix มากขึ้น เพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์อะไหล่ทดแทนซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงขึ้น และขยายไปยังกลุ่มผลิตภัณฑ์รถเพื่อการเกษตร และยานพาหนะอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อสร้าง S-Curve ในการเติบโต ภายใต้วิสัยทัศน์ มุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำด้านการจัดจำหน่ายอะไหล่ยานยนต์ที่ได้มาตรฐานอย่างครบวงจร พร้อมสร้างคุณค่าให้แก่สังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนเพิ่มเติม ในโอกาสเข้าซื้อขายวันแรก ในตลาด mai วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ ทางผู้ถือหุ้นใหญ่ ทั้งกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม และครอบครัวตั้งก่อสกุล พร้อมใจจะไม่ขายหุ้นทั้งหมด (Lock up) 100% เป็นระยะเวลา 6 เดือน เพิ่มเติมจากหลักเกณฑ์ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนดด้วย
ขณะที่บทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำ 5 รายที่เป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย บอกว่า การกำหนดราคา IPO ที่หุ้นละ 1.54 บาท ถือเป็นระดับราคาที่เหมาะสม ทำให้มี upside จากมูลค่าพื้นฐานที่ให้ไว้ในกรอบ 2.30 – 2.64 บาท จากโอกาสการเติบโตในการเพิ่มประเภทผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายอย่างต่อเนื่อง โดยจะมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ทดแทน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงให้มากขึ้น ขณะที่ผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ทดแทนยังเติบโตได้ต่อเนื่อง ตามการเสื่อมสภาพของยานยนต์ตามอายุการใช้งาน หรือระยะทางการใช้งาน ซึ่งยังไม่นับรวมการเติบโตที่จะเกิดจากความร่วมมือ หรือการต่อยอดโอกาสกับพาร์ทเนอร์รายใหม่ในกลุ่มยานพาหนะอื่นในอนาคต