1723 จำนวนผู้เข้าชม |
หลังจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ได้ลงนามในขอบเขตความร่วมมือ (Term of Collaboration) ระดับรัฐ ในโครงการศึกษาและประเมินศักยภาพชั้นหินธรณีวิทยา เพื่อกักเก็บคาร์บอนบริเวณอ่าวไทยตอนบน (Northern Gulf of Thailand CCS Exploration project) ร่วมกับ Japan Organization for Metals and Energy Security (JOGMEC) ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐของญี่ปุ่น
ล่าสุด บมจ. ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ ปตท. สผ. (PTTEP) ซึ่งเป็นอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้านการขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก จากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอนของประเทศ พร้อมให้ความร่วมมือและสนับสนุนโครงการดังกล่าว โดยพร้อมดำเนินการศึกษาร่วมกับ บริษัท อินเป็กซ์ คอร์ปอเรชั่น (INPEX CORPORATION) จากญี่ปุ่น ซึ่งหากการศึกษาประสบผลสำเร็จ จะเอื้อประโยชน์ต่อการวางแผนพัฒนาการดักจับ และกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) ของประเทศตามมา
นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PTTEP ชี้แจงว่า พร้อมนำความรู้ด้านธรณีวิทยา ตลอดจนประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญจากการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่อ่าวไทย และการศึกษาโครงการ CCS ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ มาร่วมทำงานกับพันธมิตรจากญี่ปุ่น ที่มี ประสบการณ์ในการทำ CCS มาแล้วในต่างประเทศ เพื่อช่วยให้ประเทศไทยสามารถวางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ CCS โดยเฉพาะในรูปแบบ CCS Hub ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่จะสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในปริมาณมาก เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศ
ปัจจุบัน PTTEP เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการความร่วมมือกับบริษัทภายในกลุ่ม บมจ. ปตท. (PTT) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS ภายใต้โครงการ Eastern Thailand CCS Hub บริเวณพื้นที่ปฏิบัติการของ PTT ในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จังหวัดระยอง และจังหวัดชลบุรี เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอุตสาหกรรมในกลุ่ม ปตท. และอุตสาหกรรมอื่นๆ ในพื้นที่ใกล้เคียง
นอกจากนี้ PTTEP ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการ CCS ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ในอ่าวไทย ซึ่งเป็นโครงการนำร่องในการพัฒนา CCS ครั้งแรกของประเทศไทย โดยได้เสร็จสิ้นขั้นตอนการออกแบบด้านวิศวกรรม (FEED) แล้ว คาดว่าจะสามารถเริ่มใช้เทคโนโลยี CCS ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ได้ในปี 2570 ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตได้ปีละประมาณ 700,000-1,000,000 ตัน
ผลการศึกษาความเป็นไปได้ทั้ง Eastern Thailand CCS Hub ของกลุ่ม ปตท. และผลการดำเนินโครงการ CCS ที่แหล่งอาทิตย์ รวมทั้งโครงการศึกษาและประเมิ นศักยภาพชั้นหินธรณีวิทยาเพื่อกักเก็บคาร์บอนบริเวณอ่าวไทยตอนบน จะช่วยให้ประเทศไทยมีข้อมูลด้านธรณีวิทยาที่จำเป็นต่อการวางแผนพัฒนาโครงการ CCS ในอ่าวไทย เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero greenhouse gas emissions) ในปี 2608