1312 จำนวนผู้เข้าชม |
บมจ. มากุโระ กรุ๊ป (MAGURO) ผู้นำธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นและเกาหลีระดับพรีเมียมในประเทศไทย เตรียมเดินหน้าขยายพอร์ตโฟลิโอสู่ตลาดอาหารไทย ด้วยการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ แบรนด์ที่ 14 หลาย (Laii) ร้านอาหารอีสานร่วมสมัยที่นำหัวใจของครัวอีสานแท้มาถ่ายทอดในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย กำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการ วันที่ 1 กันยายนนี้ ที่ Nirvana Porch กรุงเทพกรีฑา ในรูปแบบ Collaborative Dining ร่วมกับร้าน CouCou แต่แยกพื้นที่ปรุงอาหารและพื้นที่การรับประทานอาหารกันอย่างอิสระ
นายจักรกฤติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MAGURO เปิดเผยว่า การเข้าสู่ตลาดอาหารไทย เป็นไปตามกลยุทธ์ในการยกระดับธุรกิจขึ้นเป็นผู้นำธุรกิจร้านอาหารครบวงจร ครอบคลุมอาหารหลายสัญชาติ หลากหลายรูปแบบ ท้้งจากการนำเข้าแบรนด์ยอดนิยมจากประเทศญี่ปุ่น และการพัฒนาแบรนด์ขึ้นเอง เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การรับประทานอาหารของผู้บริโภคให้ครอบคลุมยิ่งขึ้นในทุกมิติ ซึ่งบริษัทฯ ได้มีการศึกษา วิจัยตลาด และวางแผนมาเกือบ 2 ปี จนเกิดแบรนด์หลาย ในที่สุด
ประการสำคัญ หลาย ไม่ได้มีเพียงอาหารอีสาน แต่ยังมีอาหารไทย รวมถึงอาหารจานเดี่ยวหลากหลายเมนูสำหรับลูกค้าที่ต้องการทานในเวลาจำกัด รวมถึงการรับประทานแบบครอบครัว ในช่วงสุดสัปดาห์ พร้อมกับคงบรรยากาศที่สบาย ทันสมัย ในราคาที่เข้าถึงได้ แม้ใช้วัตถุดิบระดับพรีเมียม
ก่อนหน้านี้ MAGURO เพิ่งเปิดตัวแบรนด์ที่ 13 ร้านซูชิสายพานระดับพรีเมียม Kaiten Sushi Ginza Onodera ในเครือ ONODERA GROUP ของญี่ปุ่น อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 7 ถือเป็นแฟลกชิพสโตร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย รองรับลูกค้าได้สูงสุดเดือนละ 30,000 คน โดยชูจุดขายด้านคุณภาพวัตถุดิบระดับพรีเมียมและเทคนิคการปั้นซูชิสดใหม่ตามสั่ง ที่ยกระดับประสบการณ์ซูชิสายพาน ให้เทียบเท่าร้านโอมากาเสะในราคาที่เข้าถึงได้ เริ่มต้นที่ 40 บาท ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี สามารถทำยอดขายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ แม้ยอดขายปัจจุบันจะลดลงจากที่เปิดตัวในช่วงแรก โดยบริษัทฯ อยู่ระหว่างปรับเมนูในราคาที่แข่งขันได้มากขึ้น ก่อนเดินหน้าขยายสาขาเพิ่มอีก 2 แห่ง ในปี 2570

สำหรับมุมมองนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ มีหลายสำนัก เช่น ดาโอ (DAOL) หยวนต้า (YUANTA) ฟินันเซีย ไซรัส (FSS) ยกให้ MAGURO เป็นหุ้น Top pick ในกลุ่มธุรกิจร้านอาหาร จากเหตุผล 3 ขอ ประการแรก ธุรกิจร้านอาหารแบบ Full-Service ไทย ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง MAGURO อยู่ในกลุ่ม Premium Mass ที่มีกำลังซื้อสูง ทำให้มีความอ่อนไหวต่อราคา (Price Sensitivity) ต่ำ ประการที่สอง 2 มี penetration rate ที่ต่ำกว่าคู่แข่ง และยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก จากการขยายสาขาแบรนด์เดิมและแบรนด์ใหม่ รวมถึงการออกเมนู และโปรโมชั่นใหม่ เจาะกลุ่มลูกค้าให้หลากหลายมากขึ้น และประการสุดท้าย valuation ไม่แพง