3138 จำนวนผู้เข้าชม |
บมจ. เอ็กโซติค ฟู้ด (XO) ผู้ส่งออกรายใหญ่ในผลิตภัณฑ์ซอสปรุงรส และน้ำจิ้ม รวมทั้งเครื่องแกง เครื่องประกอบอาหารไทย รายงานผลดำเนินงานปี 2566 ที่ผ่านมา มีรายได้จากการขาย 2,521.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 73.31% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) สาเหตุจากความสำเร็จในการขยายตลาดในทวีปยุโรปและอเมริกา เฉพาะในอเมริกา สินค้าของบริษัทฯ สามารถวางจำหน่ายในร้านค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ได้มากกว่า 1,500 สาขา จากเดิมที่วางจำหน่ายแค่ในตลาดดั้งเดิม (Traditional Trade) ส่งผลให้สัดส่วนรายได้ขยายตัวขึ้นมาถึง 22.9% ขณะที่สัดส่วนรายได้จากยุโรปเพิ่มขึ้นเป็น 63.8%
ผลจากลูกค้ามีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น ทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นทะลุ 135% ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลดลง อีกทั้งบริษัทฯ มีการปรับขึ้นราคาขายสินค้าตั้งแต่ไตรมาสแรก ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับเพิ่มจาก 41.35% ในปีก่อนหน้า ขึ้นมาอยู่ที่ 46.76% และผลักดันให้กำไรสุทธิเติบโตก้าวกระโดด 130.79% เป็น 785.04 ล้านบาท ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
โอกาสนี้ บริษัทฯ เตรียมจ่ายเงินปันผลเพิ่มจากผลกำไรจากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ในอัตราหุ้นละ 0.53 บาท กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 8 มีนาคม และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 15 พฤษภาคม ซึ่งเมื่อคิดรวมเงินปันผลระหว่างกาลที่จ่ายในเดือนกันยายน ในอัตรา 0.358 บาท ทำให้บริษัทฯ จ่ายปันผลรวมทั้งสิ้น 0.888 บาท
สำหรับแนวโน้มธุรกิจในปี 2567 ได้รับการอธิบายจากนายจิตติพร จันทรัช กรรมการผู้จัดการ XO ว่า พร้อมเดินหน้าขยายตลาดส่งออกซอสในทวีปยุโรป ซึ่งเป็นตลาดหลักของบริษัทฯ ควบคู่ไปกับการขยายช่องทางจำหน่ายในอเมริกาเพิ่มเติม รวมถึงเจาะตลาดใหม่ๆ ที่มีโอกาสทางธุรกิจต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้รายได้จากการขายเติบโตจากปีก่อน ไม่ต่ำกว่า 20% ทำสถิติสูงสุด (All time high) รอบใหม่
พร้อมกันนี้ บริษัทฯ เตรียมเดินหน้าขยายกำลังการผลิตให้เพียงพอกับความต้องการของลูกค้า ด้วยการเพิ่มไลน์การผลิตใหม่ 1 ไลน์ ที่โรงงานเดิม ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จ.ระยอง คาดว่าจะแล้วเสร็จช่วงปลายปีนี้ ซึ่งจะช่วยให้สามารถรองรับคำสั่งซื้อได้กว่า 1,000 ล้านบาท จากการผลิตกะเดียวโดยไม่ต้องเสียค่าโอที โดยมีแผนจะขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI สำหรับไลน์ดังกล่าวด้วย ขณะที่แผนก่อสร้างโรงงานใหม่ที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ แหลมฉบัง คาดว่าจะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ในช่วงกลางปีนี้ เพื่อให้แล้วเสร็จภายในปลายปี 2568