1600 จำนวนผู้เข้าชม |
บมจ. เอเชีย กรีน เอนเนอจี (AGE) ผู้จำหน่ายถ่านหินสะอาด และผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร รายงานผลดำเนินงานไตรมาสแรกปี 2567 มีรายได้จากการขายและบริการ 3,390 ล้านบาท ลดลง 12.9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ผลจากราคาขายถ่านหินเฉลี่ยที่ลดลงตามราคาในตลาดโลก แต่เพิ่มขึ้น 19.45% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) สาเหตุจากปริมาณการขายถ่ายหินที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการส่งออกในกัมพูชาที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก อีกทั้งรายได้จากธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ที่ปรับเพิ่มขึ้น 5.5% YoY และ 18.0% QoQ มาอยู่ที่ 157.6 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ยอดส่งออกที่เพิ่มขึ้นกลับส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการขนส่ง และค่าใช้จ่ายในการขายปรับเพิ่มขึ้น ประกอบกับการแข่งขันในประเทศที่ค่อนข้างรุนแรง ทำให้สัดส่วนกำไรปรับลดลง กดดันให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 14.2% ในไตรมาสแรกปีก่อน และ 8.6% จากไตรมาสสุดท้ายปีก่อน เหลือเพียง 5.3% ส่งผลให้บริษัทฯ มีผลขาดทุน 113.5 ล้านบาท ลดลง 138.3% YoY และ 344.1% QoQ
อย่างไรก็ตาม นางสาวปณิตา ควรสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ ชี้แจงแผนดำเนินธุรกิจในช่วงที่เหลือของปีว่า พร้อมเดินหน้าแผนลงทุนเชิงรุกทั้งใน 4 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจถ่านหิน โลจิสติกส์ พลังงานยั่งยืน และการลงทุน (Diversified Investments) เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้มีการเติบโตตามแผนงานทั้งปีที่ตั้งเป้ารายได้แตะ 1.5 หมื่นล้านบาท พร้อมต่อยอดการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
โดยธุรกิจพลังงานยั่งยืน ที่ดำเนินการผ่านบริษัทย่อย Green RDF จะเริ่มเห็นการเติบโตจากธุรกิจจำหน่ายเชื้อเพลิงจากขยะ (RDF) เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ หลังจากเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ด้วยกำลังผลิตเดือนละ 3,600 ตัน และมีแผนจะขยายกำลังการผลิตจากแหล่งอื่นๆ เพิ่มเติม คาดว่าจะเห็นความชัดในไตรมาส 3
ส่วนธุรกิจการลงทุน ซึ่งมุ่งเน้นการลงทุนด้านยานยนต์ไฟฟ้า ที่กำลังเป็นเทรนด์ที่มีการเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามความต้องการที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเป็นดีลเลอร์จำหน่ายรถ และให้บริการปล่อยเช่าให้กลุ่มลูกค้าที่สนใจ ผ่านบริษัทย่อย เอจีอี เวนเจอร์ (AGEVT) คาดว่าจะสามารถหาบทสรุปเกี่ยวกับแผนลงทุนได้ในเร็วๆ นี้
ขณะที่ธุรกิจถ่านหิน ซึ่งยังคงเป็นช่องทางสร้างรายได้หลัก พร้อมเดินหน้าผลักดันยอดขายให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ตามเป้าหมายยอดขายทั้งปีที่ตั้งไว้ 4.5 ล้านตัน เช่นเดียวกับธุรกิจโลจิสติกส์ ที่ยังคงมุ่งขยายการให้บริการลูกค้านอกกลุ่มบริษัทฯ เพิ่มจาก 37% ในปัจจุบัน เป็น 50% ภายใน 2 ปี โดยอาศัยจุดแข็งจากศักยภาพในการให้บริการขนส่งสินค้าเกษตร และสินค้าอุตสาหกรรมที่ครบวงจร ทั้งทางเรือ ทางรถ บริการท่าเรือ บริการโกดังและลานกองเก็บ รวมถึงการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการให้สูงขึ้น เพื่อผลักดันการเติบโตอย่างต่อเนื่อง