2742 จำนวนผู้เข้าชม |
บมจ. พรีไซซ คอร์ปอเรชั่น (PCC) รายงานผลดำเนินงานไตรมาสแรกปี 2567 มีรายได้รวม 1,202.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.25% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แบ่งเป็นรายได้จากการขายสินค้า ทั้งกลุ่มสินค้าหม้อแปลงไฟฟ้า กลุ่มสินค้าสวิตช์ตัดตอนชนิดต่างๆ และกลุ่มอุปกรณ์และระบบควบคุมสำหรับระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) รวมกัน 647.54 ล้านบาท ที่เติบโต 8.10% และรายได้จากการให้บริการและโครงการก่อสร้าง ซึ่งขยายตัว 21.84% เป็น 574.6 ล้านบาท ขณะเดียวกัน บริษัทฯ สามารถควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผลักดันให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 8.50% จากช่วงเดียวกันปีก่อน มาอยู่ที่ 89.8 ล้านบาท
โอกาสนี้ นายกิตติ สัมฤทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวถึงแนวโน้มธุรกิจทั้งปีว่า ยังมีแนวโน้มสดใส ตามศักยภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมไฟฟ้าระบบ Smart Grid ที่นำเทคโนโลยีหลากหลายประเภทเข้ามาทำงานร่วมกัน เพื่อช่วยให้ระบบไฟฟ้ามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงการขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้า ที่ได้มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ และโอกาสได้รับงานโครงการขนาดใหญ่จากภาครัฐ ที่เข้าร่วมประมูลอย่างต่อเนื่อง ผลักดันให้สามารถทำรายได้แตะ 5,000 ล้านบาท หรือเติบโต 10% จากปีก่อนที่มีรายได้ รวม 4,600 ล้านบาท
โดยล่าสุด บริษัทฯ ย่อย 2 บริษัท เพิ่งได้รับงานใหม่ 2 โครงการ มูลค่ารวมภาษีมูลค่าเพิม 534.17 ล้านบาท โดยบริษัท พรีไซซ ซิสเท็ม แอนด์ โปรเจ็ค (PSP) ได้รับอุปกรณ์สถานีไฟฟ้าพร้อมติดตั้ง และก่อสร้างอาคารพร้อมบ่อพักและท่อร้อยสายสำหรับสถานีย่อยศูนย์ราชการ จากการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) มูลค่าสัญญารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 422.18 ล้านบาท
ขณะที่ บริษัท แปซิฟิค พรอสเพอริตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (PPD) ได้รับเลือกให้เป็นผู้ชนะการขายหม้อแปลงไฟฟ้า 3 เฟส ระบบ 22 กิโลโวลท์ และ 33 กิโลโวลท์ จำนวน 433 เครื่อง จากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) มูลค่าสัญญารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 111.98 ล้านบาท
ประการสำคัญ บริษัทฯ ได้วางกลยุทธ์ 3 ปี (ปี 2568–70) เพื่อเพิ่มกำไรขั้นต้น และขยายรายได้ ด้วยการเพิ่มขอบเขตของสินค้าใหม่ และขอบเขตของลูกค้าใหม่ พร้อมทั้งขยายขอบเขตของอุตสาหกรรมจากเดิมที่มีอยู่ คือ Smart Grid Digitalization เพิ่มอีก 2 อุตสาหกรรมคือ Bamboo-based Innovative Products และ Digitalization and Automation Solution โดยจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่แท้จริง (Intrinsic Technology) ของทั้ง 3 อุตสาหกรรม และพัฒนาความสามารถที่โดดเด่นขององค์กร เพื่อเพิ่มสมรรถนะขององค์กรให้สูงขึ้นตลอดเวลา ซึ่งจะทำให้องค์กรรักษาการเติบโตที่ยั่งยืน