1949 จำนวนผู้เข้าชม |
บมจ. ยูเอซี โกลบอล (UAC) ประกาศผลดำเนินงานงวดไตรมาส 2 ปี 2567 มีกำไร 31.01 ล้านบาท ลดลง 48.7% จากไตรมาสแรก (QoQ) และลดลง 66.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) โดยการลดลง YoY มีสาเหตุจากไม่มีรายการพิเศษที่เกิดจากการขายสินทรัพย์ 58.31 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ปีก่อน อีกทั้งส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลง 11.16 ล้านบาท
ขณะที่การลดลง QoQ มีผลจากการลดลงของรายได้เงินปันผลจากบริษัทย่อย และอัตรากำไรขั้นต้นจากธุรกิจหลักปรับลดลงจาก 19.50% เหลือ 19.01% เพราะรายได้ยังคงประตองตัวใกล้เคียงไตรมาสแรก
แต่การที่ผลดำเนินงานไตรมาสแรกเติบโตโดดเด่นกว่าไตรมาส 2 ช่วยให้ผลดำเนินงานครึ่งปีแรก มีกำไร 91.41 ล้านบาท ลดลง 49.43% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) สาเหตุจากรายได้อื่นที่ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำ ลดลงมากถึง 120.41 ล้านบาท หรือลดลง 68.1% YoY ผลจากไตรมาสแรกปีก่อน มีรายการพิเศษที่เกิดจากการขายเงินลงทุนในบริษัทย่อย ยูเอซี แอ็ดวานซ์ โพลิเมอร์ แอนด์ เคมิคัลส์ (UAPC) การลดสัดส่วนเงินลงทุน และการขายสินทรัพย์รวมกัน 128.96 ล้านบาท ประกอบกับบริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร และการจ่ายภาษีเงินได้จากกิจการปิโตรเลียมเพิ่มขึ้น กดดันอัตรากำไรให้ลดลง ทั้งที่รายได้จากการขายและบริการเพิ่มขึ้น 17.1% มาอยู่ที่ 934.54 ล้านบาท หนุนจากการการเพิ่มขึ้นของรายได้กลุ่มธุรกิจ Manufacturing – Petroleum และกลุ่มธุรกิจ Trading
โดยกลุ่มธุรกิจ Trading มีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 5.9% YoY เป็น 733.32 ล้านบาท หนุนจากรายได้ในกลุ่มธุรกิจ Trading - Energy ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่าที่ประมาณการไว้ และยังมี backlog รอการส่งมอบตามแผน ทั้งที่กลุ่ม Industrial และ Export & Others มียอดขายลดลง เช่นเดียวกับกลุ่มธุรกิจ Manufacturing - Energy ที่รายได้รวมลดลง 6.0% YoY มาอยู่ที่ 87.83 ล้านบาท สาเหตุจากโรงงาน PPP มีการซ่อมบำรุงเครื่องจักร และได้วัตถุดิบไม่เพียงพอต่อการผลิต ขณะที่กลุ่มธุรกิจ Manufacturing - Petroleum มีรายได้รวมเติบโตก้าวกระโดด 827.3% (YoY) เป็น 113.39 ล้านบาท จากอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงระดับ 80% และการรักษากำลังการผลิตน้ำมันดิบได้วันละ 200-240 บาร์เรล อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม นายชัชพล ประสพโชค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ UAC ยืนยันว่า ผลดำเนินงานครึ่งแรกปีนี้ถือว่า ทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ จาก 2 เหตุผล ประการแรก บริษัทฯ สามารถควบคุมกำไรที่เป็นเงินสด (EBITDA) ให้ลดลงแค่ 24.8% YoY มาอยู่ที่ 210.61 ล้านบาท พร้อมกับรักษากระแสเงินสดได้เพิ่มขึ้น 90.5% YoY มาอยู่ที่ 270.47 ล้านบาท ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ที่ 1.04 เท่า สอดรับกับนโยบายทางการเงินของบริษัทฯ ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 2 เท่า
และประการที่สอง บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าและพัฒนาโครงการที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยโครงการโรงไฟฟ้าภูผาม่าน (PPM) เตรียมเดินเครื่อง Generator#2 กำลังการผลิต 1.5 เมกะวัตต์ (MW) ในไตรมาส 3 นี้ หลังจากการเดินเครื่อง Generator#1 สามารถผลิตไฟฟ้าได้แล้ว 50-55% ของกำลังการผลิต 1.5 MW เช่นเดียวกับโครงการปิโตรเลียม กำลังจัดหาอุปกรณ์เพื่อนำมาใช้ขยายกำลังการผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 320 บาร์เรล ในไตรมาสสุดท้ายปีนี้ พร้อมกันรอการอนุมัติราคาซื้อขายผลิตภัณฑ์ Associated Natural Gas จากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ
ขณะที่โรงงานผลิตเชื้อเพลิงจากขยะ RDF3 ที่นครเวียงจันทน์ สามารถผลิตได้วันละ 100 ตัน และจำหน่ายให้กับโรงปูน KCL ได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนโครงการร่วมทุน PT Cahaya Yasa Cipta (CYC) เพื่อผลิตและจำหน่าย RDF3 ในอินโดนีเซีย ด้วยกำลังการผลิตปีละ 40,000 ตัน เริ่มก่อสร้างโรงงานและพร้อมเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้ภายในไตรมาสสุดท้ายปีนี้ตามแผน ช่วยผลักดันรายได้ให้เติบโตเพิ่มขึ้น 15% พร้อมกับรักษา EBITDA ให้สูงกว่า 20% ของรายได้ ตามเป้าหมายที่วางไว้
นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ยังมีมติอนุมัติขายหุ้นในบริษัทย่อย บีบีจีไอ ไบโอดีเซล (BBGI-BI) จำนวน 844,498 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 30% ของทุนจดทะเบียน ให้กับ บมจ. บีบีจีไอ (BBGI) เพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจให้สอดคล้องกับกลยุทธ์การทำธุรกิจในอนาคต ที่จะมุ่งเน้นการลงทุนในธุรกิจที่สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ในรูปแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งคาดว่า ธุรกรรมซื้อขายหุ้น มูลค่ารวม 370.50 ล้านบาท จะเสร็จสมบูรณ์ในไตรมาสสุดท้ายปีนี้