1415 จำนวนผู้เข้าชม |
นางสาวออมสิน ศิริ ประธานกรรมการบริหาร บมจ. หลักทรัพย์ บียอนด์ (BYD) ที่ปรึกษาทางการเงิน บมจ. ยูนิค พลาสติก อินดัสตรี (UNIX) ผู้ผลิตและจำหน่ายฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติก ประกอบด้วย ฟิล์มสำหรับผลิตบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน ฟิล์มและบรรจุภัณฑ์สำหรับบรรจุของหนัก ฟิล์มและบรรจุภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมทั่วไป และบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค ที่มีความชำนาญและประสบการณ์มากกว่า 30 ปี เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้เริ่มนับหนึ่งแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวนในการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 180 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 27.27% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ที่ราคาพาร์หุ้นละ 0.50 บาท เตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หมวดธุรกิจบรรจุภัณฑ์ ในเร็วๆ นี้
โดยมีวัตถุประสงค์ในการระดมทุนเพื่อนำเงินไปลงทุนเครื่องจักร เครื่องมือและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง รองรับการขยายกำลังการผลิตสินค้ากลุ่มบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภค เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ช่วยยกระดับการเติบโตของรายได้และกำไรให้แข็งแกร่งมากขึ้น ส่วนที่เหลือนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน และชำระคืนหนี้สถาบันการเงิน ทำให้ฐานะการเงินมีความเข้มแข็งมากขึ้น สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นอย่างยั่งยืนในอนาคต
ด้านนายโสฬส ยอดมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร UNIX ชี้แจงว่า กลุ่มบริษัทฯ ทำธุรกิจ 2 ประเภท คือ ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติก กับผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค โดยผลิตภัณฑ์ฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติก สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มสินค้า กลุ่มแรกเป็นฟิล์มสำหรับผลิตบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน (Film for Flexible Packaging) ซึ่งจะถูกนำไปขึ้นรูปเป็นซองสำหรับบรรจุสินค้าของผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำ เช่น ซองใส่ขนมขบเคี้ยว ซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซองสบู่ ซองผงซักฟอก บรรจุภัณฑ์อาหารแช่แข็ง กลุ่มที่สอง เป็นฟิลม์และบรรจุภัณฑ์สำหรับบรรจุของหนัก (Film and Packaging for Heavy Duty Sack) ซึ่งลูกค้าหลักจะอยู่ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และเม็ดพลาสติกชั้นนำของประเทศ และกลุ่มที่สาม ฟิล์มและบรรจุภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมทั่วไป (Film and Packaging for Industrial) ซึ่งจะนำไปใช้ห่อหุ้มสินค้าต่างๆ เพื่อป้องกันรอยขีดข่วน หรือเพิ่มความสะดวกในการขนส่ง หรือการจัดเก็บ เช่น พลาสติกใสที่ห่อตู้เย็นใหม่ พลาสติกหุ้มเครื่องซักผ้า เฟอร์นิเจอร์ บรรจุภัณฑ์ทางการแพทย์ บรรจุภัณฑ์สําหรับบรรจุชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ หรือฟิล์มพันแพลเลตสินค้า
ส่วนบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Product) จะเป็นถุงบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในครัวเรือน อาทิ ถุงร้อน ถุงเย็น ถุงหูหิ้ว ถุงตัดตรง ถุงขยะ ซึ่งผลิตและจำหน่ายภายใต้ตราสินค้าของบริษัทฯ อย่าง ตรากุญแจ หลากหลายสี ตรามิตรภาพ โดยมีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นผู้ประกอบการค้าส่ง ค้าปลีก และร้านค้าทั่วประเทศ ซึ่งบริษัทฯ ถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและจำหน่ายรายใหญ่ในประเทศ

สำหรับจุดแข็งของบริษัทฯ อยู่ที่การให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การนำเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ รวมถึงมีการปรับปรุงกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และนำเสนอแนวทางการบริหารต้นทุนให้กับลูกค้า รวมถึงเพิ่มคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์ (Value Engineering) อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันการใช้พลาสติกรีไซเคิลอย่างจริงจัง ทำให้สามารถตอบความต้องการของตลาดได้อย่างตรงจุด สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน จนได้รับการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว ระดับ 5 หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติพิเศษเพื่อเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม เช่น ฟิลม์ต้านการติดไฟ และฟิล์มระบายอากาศ
ขณะที่ผลดำเนินงาน 3 ปีย้อนหลัง ปี 2565-67) บริษัทฯ สามารถควบคุมรายได้จากการขายได้เกินกว่า 3,000 ล้านบาท มาโดยตลอด แบ่งเป็นรายได้จากผลิตภัณฑ์ฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติก ในสัดส่วน 59% และบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค ในสัดส่วน 39% ที่เหลือมาจากรายได้อื่นๆ เช่น รายได้จากการขายวัตถุดิบ รายได้จากการให้เช่าพื้นที่และเครื่องจักร รายได้ค่าขายพาเลทและเศษวัสดุ แต่เนื่องจากต้นทุนขายหลัก ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบเม็ดพลาสติก ค่าแรง หรือค่าสาธารณูปโภค มีความผันผวนในบางปี ทำให้กำไรสุทธิผันผวนตามไปด้วย แต่ยังสามารถควบคุมได้ไม่ต่ำกว่า 119 ล้านบาท มาโดยตลอด ส่วนผลดำเนินงานงวด 9 เดือน ปี 2568 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 1.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 120.79 ล้านบาท ทั้งที่รายได้จากการขายจะลดลง 2.4% มาอยู่ที่ 2,328.76 ล้านบาท สาเหตุจากการได้สิทธิประโยชน์จากบัตรส่งเสริมการลงทุนจำนวน 1 บัตร ทำให้ได้รับการยกเว้นภาษีเป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม ปี 2567 จนถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2570 ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิปรับตัวดีขึ้น เป็น 14.27% และ 5.16% ตามลำดับ