PRM พร้อมโตรอบใหม่รับแผนก้าวเป็น Global Player ดันเงินปันผลสูงเกิน 8%

119 จำนวนผู้เข้าชม  | 

PRM พร้อมโตรอบใหม่รับแผนก้าวเป็น Global Player ดันเงินปันผลสูงเกิน 8%




นายพร้อมพงษ์ ชัยศรีสวัสดิ์สุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.พริมา มารีน (PRM) เปิดเผยแผนงานปี 2569 ว่า พร้อมเดินหน้าสร้างความมั่นคงของรายได้ให้แข็งแกร่งขึ้นจากปี 2568 ด้วยการรุกธุรกิจเรือสนับสนุนงานกลางทะเล (OSV) ในตะวันออกกลาง ซึ่งยังมีข้อจำกัดเรื่องปริมาณเรือที่จะให้บริการ เพื่อเปิดตลาดลูกค้ารายใหม่ ต่อยอดความสำเร็จจากการได้สัญญากับ 2 ธุรกิจยักษ์ใหญ่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง อย่างบริษัทน้ำมันแห่งชาติอาบูดาบี (ADNOC) บริษัทน้ำมันรายใหญ่สุดของสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ (UAE) และ National Marine Dredging Company (NMDC) ซึ่งเป็นผู้นำธุรกิจวิศวกรรมทางทะเลอันดับ 1 ในภูมิภาค ตามแผนก้าวเป็น Global Player รวมถึงขยายโอกาสในการให้บริการเรือสนับสนุนงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกลางทะเลที่หลากหลายขึ้นให้กับลูกค้าเดิม ผลักดันการเติบโตของรายได้ที่เป็นสัญญาระยะยาว 3–5 ปี ให้สูงขึ้น ควบคู่ไปกับการขยายกองเรือเพิ่มอีก 7 ลำ แบ่งเป็นเรือขนส่งเคมีภัณฑ์ 1 ลำ และเรือขนส่งน้ำมัน 1 ลำ ในไตรมาสแรก ต่อด้วยเรือขนส่งก๊าซ 1 ลำ ในไตรมาส 2 และเรือขนส่งเคมีภัณฑ์ 1 ลำ กับเรือขนส่งน้ำมันต่อใหม่ 3 ลำ ในไตรมาส 3 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการในธุรกิจเรือกักเก็บและผสมน้ำมันกลางทะเล (FSU) และธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปและเคมีเหลว (PCT) ให้กับลูกค้าเดิมให้ดีขึ้น พร้อมกับหาโอกาสขยายฐานลูกค้าใหม่ ยกระดับการเติบโตของฐานรายได้ (เพราะรายได้จากธุรกิจ FSU และ PCT มีสัดส่วนรวมกันเกือบ 70% ของรายได้ทั้งหมด) รวมถึงเพิ่มอัตรากำไรให้สูงขึ้น ผลจากการมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาเรือเก่าลดลง การมีเรือเข้าอู่ซ่อมบำรุงลดลง เกิดการประหยัดจากขนาด (Economy of scale) มากขึ้น ช่วยให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้น

ประการสำคัญ บริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญกับความยั่งยืนตามแนวทาง ESG ในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาและยกระดับการดำเนินงานในองค์กรให้เป็น Carbon Neutral และมุ่งลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างเป็นรูปธรรม การสานต่อโครงการอนุรักษ์พื้นที่ชายฝั่งเพื่อสร้างอาชีพให้ชุมชน และให้ความสำคัญกับการสร้างคน โดยมอบทุนการศึกษา พร้อมเปิดโอกาสเส้นทางอาชีพนักเดินเรือ เพื่อผลิตบุคลากรคุณภาพสู่อุตสาหกรรมในระยะยาว หรือการรักษามาตรฐานการกำกับดูแลกิจการที่ดี มีความโปร่งใสในการดำเนินงาน และดูแลผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะการสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าและมั่นคงให้กับผู้ถือหุ้น โดยมีแผนจะนำหุ้นที่ซื้อคืนช่วงปี 2567-68 ประมาณ 280 ล้านหุ้น หรือราว 11% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วมาใช้ลดทุน เพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทนต่อหุ้น ส่งผลให้นักวิเคราะห์หลายสำนัก เช่น ทิสโก้ (TSC) หยวนต้า (YUANTA) อินโนเวสท์เอกซ์ (INVX) ฟินันเซีย ไซรัส (FSS) และกสิกรไทย (KS) ยกให้เป็นหุ้นปันผลเด่น โดยคาดการณ์อัตราเงินปันผลต่อปีสูงเกิน 8%   





Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้