1528 จำนวนผู้เข้าชม |
ศ. ดร. นพ. เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. บางกอกเชน ฮอลปิทอล (BCH) เปิดเผยแผนดำเนินธุรกิจปี 2569 ว่า ยังคงตั้งเป้ารายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 5% หนุนจากการเติบโตของผู้ป่วยทุกกลุ่ม ทั้งกลุ่มผู้ป่วยเงินสด (สัดส่วนรายได้ราว 58% ของรายได้รวม) กลุ่มประกันสังคม (สัดส่วนรายได้ราว 29.5% ของรายได้รวม) และกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติ (สัดส่วนรายได้ราว 12.5% ของรายได้รวม) โดยกลยุทธ์สำหรับผู้ป่วยเงินสด จะมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงโรงพยาบาล เช่น การรีแบรนด์โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ปทุมธานี และการเพิ่มศูนย์เฉพาะทาง เช่น ศูนย์หัวใจ ศูนย์ wellness และศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ส่วนกลยุทธ์สำหรับกลุ่มประกันสังคม จะเน้นความร่วมมือกับบริษัทเอกชนเพื่อขยายขอบเขตการให้บริการ เช่น การตรวจสุขภาพประจำปี และการฉีดวัคซีน พร้อมกับขยายฐานผู้ประกันตนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่กลยุทธ์สำหรับผู้ป่วยต่างชาติ ในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน CLMV (5% ของรายได้) จะขยายการให้บริการผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในกลุ่มผู้ป่วยชาวเมียนมา ผ่านโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ แม่สาย ตั้งแต่ไตรมาส 2 ควบคู่ไปกับเพิ่มศูนย์เฉพาะทาง อย่างศัลยกรรมตกแต่ง มะเร็งเต้านม และการปลูกถ่ายไต ในโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล เวียงจันทน์ เพื่อให้สามารถรองรับผู้ป่วยได้มากขึ้น ขณะที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล อรัญประเทศ แม้จะยังได้รับผลกระทบจากการปิดด่านไทย-กัมพูชา แต่มีการปรับกลยุทธ์มาเน้นบริหารต้นทุนและทำตลาดผู้ป่วยไทยในพื้นที่เป็นหลัก สำหรับกลุ่มตะวันออกกลาง (สัดส่วนราว 3% ของรายได้) จะรุกตลาดใหม่ เช่น กาตาร์ มุ่งเน้นไปที่การรักษาแผลเบาหวานที่เท้า และศูนย์เฉพาะทางของผู้ชาย
สำหรับแผนลงทุนก่อสร้างโรงพยาบาลขนาดใหญ่ 3 แห่ง คือ เกษมราษฎร์ ระยอง เกษมราษฎร์ สุวรรณภูมิ และเวิลด์เมดิคอล พัทยา ยังคงเดินหน้าตามแผน เพื่อให้สามารถทยอยเปิดให้บริการตามกำหนด ประเดิมด้วยโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ระยอง ในไตรมาสสุดท้าย ปี 2570 ตามมาด้วยโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ สุวรรณภูมิ ในไตรมาสแรก ปี 2571 (ทั้ง 2 แห่ง จะเน้นลูกค้ากลุ่มผู้ป่วยเงินสด และกลุ่มประกันสังคม) และปิดท้ายด้วยโรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล พัทยา ในปี 2572 ซึ่งเมื่อเปิดครบทุกแห่ง จำนวนเตียงรวมจะเพิ่มจาก 2,300 เตียง เป็น 3,400 เตียง ในปี 2572
ขณะที่ผลดำเนินงานปี 2568 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 1,316.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.7% จากปีก่อนหน้า ตามจำนวนผู้ป่วยที่เข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น 2.4% เป็น 4.248 ล้านคน หนุนให้รายได้จากการให้บริการเพิ่ม 1.6% เป็น 12,025.4 ล้านบาท ได้แรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากกลุ่มประกันสังคม ช่วยชดเชยรายได้ที่ลดลงในกลุ่มผู้ป่วยเงินสด และผู้ป่วยต่างชาติ จากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงนโยบายการส่งผู้ป่วยออกไปรักษานอกประเทศของรัฐบาลคูเวต การปิดปรับปรุงพื้นที่ให้บริการของโรงพยาบาลในเครือในช่วงครึ่งปีแรก และสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในครึ่งปีหลัง ประกอบกับการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างรัดกุม ช่วยให้อัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เป็น 10.9% ส่งผลให้พร้อมจ่ายปันผลสำหรับผลดำเนินงานครึ่งปีหลัง ในอัตราหุ้นละ 0.30 บาท กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (วันขึ้น XD) 29 เมษายน และกำหนดจ่ายเงินวันที่ 22 พฤษภาคม ซึ่งหากคิดรวมเงินปันผลระหว่างกาลที่จ่ายก่อนหน้านี้ ทำให้บริษัทฯ จ่ายปันผลทั้งปีในอัตราหุ้นละ 0.45 บาท
โอกาสนี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BCH ได้ตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นในไตรมาสแรกด้วยว่า ยังไม่ส่งผลกระทบแต่อย่างใด โดยรายได้จากผู้ป่วยตะวันออกกลางยังเติบโตแข็งแกร่ง ได้แรงหนุนจากผู้ป่วย UAE (มารักษาแผลเบาหวาน) และกาตาร์ (กลับมาส่งตัวอีกครั้งหลังจากหยุดส่งตัวนานกว่า 7 ปี) ที่เพิ่มขึ้นถึง 80-90% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ช่วยชดเชยรายได้จากผู้ป่วยกัมพูชาที่ลดลงได้เป็นอย่างดี ขณะที่เดือนมีนาคม ยังไม่พบการเลื่อนนัดหรือการยกเลิก แต่บริษัทฯ ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรอดูความชัดเจนหลังผ่านพ้นเทศกาลรอมฎอน
การเพิ่มขึ้นของผู้ปวยตะวันออกกลางต่างชาติในไตรมาสแรก ควบคู่กับการขยายบริการ
เฉพาะทาง รวมถึงการรีโนเวทและขยายอาคารผู้ป่วยนอก และการปรับค่ารักษาพยาบาลบางรายการ เพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์เป็นต้นมา ทำให้นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ส่วนใหญ่ ประเมินแนวโน้มกำไรไตรมาสแรกของ BCH น่าจะเติบโตดีขึ้นจากไตรมาสสุดท้ายปีก่อน (QoQ) และประคองตัวใกล้เคียงไตรมาสแรกปีก่อน (YoY)
สำหรับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง มีการให้ความเห็นจากอินโนเวสท์ เอกซ์ (INVX) ว่า หากใช้สมมติฐานว่าผู้ป่วยตะวันออกกลางกลับเข้ามาล่าช้าไป 1 เดือนหลังจบช่วงรอมฎอน กำไรของ BCH น่าจะถูกกระทบเพียง 0.5% ส่งผลให้ยังคงประมาณการกำไรปี 2569 ที่ 1,443 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าเหมาะสมที่ 13.50 บาท ส่วนค่ายแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LHS) ระบุว่า การปรับฐานของราคาหุ้นก่อนหน้านี้ สะท้อนความกังวลเรื่องผู้ป่วยต่างชาติไปมากแล้ว ทำให้การฟื้นตัวของผู้ป่วยตะวันออกกลางในระยะถัดไป โดยเฉพาะการกลับมาส่งตัวผู้ป่วยคูเวต จะเป็น Upside ต่อราคาหุ้น