TRUE แจงชัด การเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้น ไม่กระทบพื้นฐานธุรกิจระยะสั้น แต่จะมีแรงส่งเพิ่มในระยะยาว

48 จำนวนผู้เข้าชม  | 

TRUE แจงชัด การเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้น ไม่กระทบพื้นฐานธุรกิจระยะสั้น แต่จะมีแรงส่งเพิ่มในระยะยาว


 

 

หลังจากกลุ่มเทเลนอร์ (Telenor) ตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดที่ถือใน บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ในสัดส่วน 30.3% ให้กับบริษัท อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป (Arise) ซึ่งเป็นบริษัทของนาย ศุภชัย เจียรวนนท์ ผ่านบริษัทย่อย อไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี โดยขายล๊อตแรกในสัดส่วน 24.95% ในราคาหุ้นละ 11.70 บาท คิดเป็นมูลค่าธุรกรรมกว่า 1 แสนล้านบาท โดยธุรกรรมการซื้อขายน่าจะจบภายในไตรมาสแรกนี้ ส่วนหุ้นที่เหลือ 5.35% มีข้อตกลงว่า จะซื้อขายภายใน 2 ปี คิดเป็นมูลค่าธุรกรรมราว 2.3 หมื่นล้านบาท

สำหรับเหตุผลในการขายหุ้นครั้งนี้ ทาง Telenor ชี้แจงว่า เป็นไปตามนโยบายของบริษัทแม่ ที่ต้องการโฟกัสธุรกิจในยุโรปเหนือ (Nordic) และลดการลงทุนในเอเชีย ไม่ได้เกิดจากปัญหาทางธุรกิจของ TRUE แต่อย่างใด แผนงานและกลยุทธ์ธุรกิจ รวมถึงแผนลงทุน และการยังคงเดินหน้าลดหนี้และจ่ายปันผลตามแผนเดิม อีกทั้งดีลที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นความสมัครใจของผู้ถือหุ้นใหญ่ทั้ง 2 ฝ่าย พร้อมกับมีการยืนยันด้วยว่า แม้จะมีการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ แผนลงทุน แนวทางการจัดสรรเงินทุน และแผนลดหนี้เพื่อเพิ่มเงินปันผล ตามแผนที่วางไว้ ที่สำคัญ จะไม่มีการเปลี่ยนตัวทีมบริหารหลัก โดยเฉพาะนายซิกเว่ ทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นได้ว่า พื้นฐานธุรกิจไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม ความกังวลเรื่องการเข้ามีบทบาทของกลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ (CPF) และทิศทางธุรกิจในระยะต่อไป ของทั้ง TRUE และ DTAC รวมถึงราคาในการซื้อขายหุ้นที่ต่ำกว่าราคาในกระดาน ซึ่งแกว่งตัวบริเวณ 12.20-12.40 บาท ทำให้มีแรงขายโถมออกมาอย่างต่อเนื่อง กดราคาหุ้น TRUE ลงมาทำจุดต่ำสุดที่ 10.20 บาท ก่อนจะค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นมายืนได้เหนือ 11.70 บาท เมื่อนายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม และนายศุภชัย จัดประชุมนักวิเคราะห์ยืนยันว่า การปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นครั้งนี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อแต่พื้นฐานธุรกิจระยะสั้น เพราะทาง Arise จะไม่มีการเปลี่ยนตัวทีมบริหารหลักที่มาจากกลุ่ม Telenor ทั้งนายซิกเว่ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจลูกค้ารายย่อย และด้านดูแลโครงข่าย อีกทั้งยังจะส่งผลดีต่อการทำธุรกิจในระยะยาว เนื่องจากนายศุภชัยได้ลาออกจากตำแหน่งประธานคณะผู้บริหารของ CPF เพื่อทุ่มเทในการบริหาร Arise ซึ่งทำธุรกิจครอบคลุมเทคโนโลยีล้ำสมัย ไม่ว่าจะเป็นดาต้า เซ็นเตอร์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล คลาวด์คอมพิวติ้ง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ หรือธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) อย่างเต็มตัว เพื่อยกระดับนวัตกรรม ขยายโอกาสทางธุรกิจร่วมกันผ่านการสนับสนุนให้ภาคธุรกิจและประชาชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงได้อย่างกว้างขวางทั่วทั้งภูมิภาค สร้างคุณค่าทางธุรกิจอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการรักษาวินัยในการสร้างผลตอบแทนสูงสุดแก่ผู้ถือหุ้นผ่านการจ่ายเงินปันผล ท่ามกลางภูมิทัศน์ดิจิทัลที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อให้บริษัทฯ และประเทศไทยสามารถรักษาสถานะความเป็นผู้นำในยุคการปฏิวัติดิจิทัล

ทั้งนี้ Arise วางตำแหน่งให้ TRUE เป็นกลไกสร้างกระแสเงินสดระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับการรักษาฐานลูกค้าเดิม และการขยายธุรกิจในระดับองค์กร (B2B) โดยอาศัยแพลตฟอร์มของ Arise เป็นตัวเชื่อมโยงฐานลูกค้า สำหรับนโยบาย แผนงาน และเป้าหมายทางธุรกิจยังคงเดินหน้าตามกลยุทธ์เดิม ทั้งการเพิ่มรายได้ ลดต้นทุนการดำเนินงาน แผนลดหนี้เพื่อเพิ่มเงินปันผล จะไม่มีการตัดราคาเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดของผู้ใช้บริการ และไม่มีแผนขายสินทรัพย์เข้ากองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมดิจิทัล (DIF) เพิ่มเติม เพื่อเร่งนำเงินสดออกจากบริษัทฯ

ขณะที่ธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูง เช่น ดาต้า เซ็นเตอร์ และฟินเทค จะถูกบริหารจัดการโดย Arise ซึ่งถือหุ้นร่วมกับพันธมิตรหลายกลุ่ม อย่างกลุ่ม CPF และ BlackRock ใน True IDC ซึ่งทำธุรกิจดาต้า เซ็นเตอร์ และ Ant Financial ใน Ascend ที่ทำธุรกิจฟินเทค ทำให้แต่ละบริษัทมีโครงสร้างธรรมาภิบาล (Governance) เป็นอิสระต่อกัน การลงทุนจึงมุ่งเฉพาะในด้านที่เกี่ยวข้องกับกิจการของตนเองเป็นหลัก ทำให้การลงทุนข้ามกลุ่มจึงแทบเป็นไปไม่ได้ ช่วยคลายความกังวลเรื่องการเข้าไปช่วยสนับสนุนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเครือ CPF อย่างในกรณีของ บมจ. ซีพี แอ็กซ์ตร้า (CPAXT) ได้ในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ Arise เองก็คาดหวังกระแสเงินสด และเงินปันผลที่ได้จาก TRUE บางส่วนมาใช้ในการลงทุนด้วยเช่นกัน แม้จะไม่มีการเปิดเผยถึงแหล่งเงินทุนที่ Arise จะใช้ในการซื้อหุ้นจาก Telenor ก็ตาม

คำชี้แจงของผู้บริหาร TRUE และ Arise ทำให้ทริส เรทติ้ง ประกาศคงอันดับเครดิต TRUE ในระดับ A+ แนวโน้มคงที่ ตามเดิม ด้วยเหตุผลเดียวกับที่นักวิเคราะห์หลักทรัพย์อธิบายว่า พื้นฐานธุรกิจของ TRUE ยังไม่เปลี่ยนแปลง โดยยังคงมุ่งลดหนี้เพื่อเพิ่มกำไรจากการดำเนินงาน และเพิ่มเงินปันผล รวมถึง Arise มีการวางแผนจัดหาเงินทุนในการซื้อหุ้นที่ชัดเจนรองรับแล้ว ช่วยฟื้นคืนความเชื่อมั่นให้กับตลาดได้ ส่งผลบวกให้ราคาหุ้น TRUE ค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นมายืนแกว่งตัวเหนือราคาที่ Arise ซื้อหุ้นจาก Telenor 

ยิ่งการที่คู่แข่งสำคัญ อย่าง บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) หรือเอไอเอส (AIS) ประกาศจ่ายปันผลงวดปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 27.41 บาท ยิ่งทำให้นักวิเคราะห์หลักทรัพย์หลายสำนักประเมินว่า มีความเป็นไปได้ที่ TRUE จะเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลตามมา หลังจากผลดำเนินงานงวด 9 เดือนปี 2568 สามารถพลิกจากขาดทุนสุทธิตลอด 3 ปีก่อนหน้า (ปี 2565-67) มาเป็นกำไรสุทธิ 5,237.9 ล้านบาทได้แล้ว ขณะเดียวกัน การที่ราคาหุ้น TRUE ยังซื้อขายต่ำกว่าค่าเฉลี่ยหุ้นกลุ่มโทรคมนาคมในภูมิภาคอาเซียน และยัง laggard เมื่อเทียบกับคู่แข่งสำคัญ ทำให้มีแรงซื้อเก็งกำไรดันราคาหุ้นกลับขึ้นมาแกว่งบริเวณ 12.20-12.40 บาท เท่ากับราคาก่อนเกิดดีลซื้อขายหุ้นระหว่าง Telenor กับ Arise และหากแนวโน้มผลดำเนินงานปี 2569 สามารถทำได้ดีขึ้นอย่างแผนที่ทีมบริหารเดิมวางไว้ จะทำให้ราคาหุ้นสามารถดีดขึ้นไปได้ที่ 14.90-15.00 บาท   

 

 

 

 

 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้