SCC มุ่งเพิ่มกระแสเงินสด รับมือความไม่แน่นอนปีม้าพยศ และปั้นผลงานให้ดีกว่าปี 2568

2087 จำนวนผู้เข้าชม  | 

SCC มุ่งเพิ่มกระแสเงินสด รับมือความไม่แน่นอนปีม้าพยศ และปั้นผลงานให้ดีกว่าปี 2568




บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) หรือเครือเอสซีจี (SCG) รายงานผลดำเนินงานงวดไตรมาสสุดท้าย ปี 2568 ขาดทุนสุทธิ 3,692 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ที่ขาดทุนสุทธิเพียง 512 ล้านบาท และไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ซึ่งขาดทุนสุทธิ 669 ล้านบาท และยังขาดทุนสูงกว่าที่ตลาดคาด สาเหตุหลักมาจากการบันทึกผลขาดทุนทางบัญชี ทั้งจากการเลิกทำธุรกิจแพลตฟอร์ม NocNoc จำนวน 1,861 ล้านบาท และการตั้งด้อยค่าสินทรัพย์จากการปรับโครงสร้างธุรกิจใน SCG Distribution อีก 1,359 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีผลขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือในธุรกิจปิโตรเคมี ของ บมจ. เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) จากการเพิ่มปริมาณสินค้าคงคลังในโรงงานลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ คอมเพล็กซ์ (LSP) ที่เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ตั้งแต่เดือนสิงหาคม อีก 1,128 ล้านบาท อีกทั้งธุรกิจปิโตรเคมียังคงอ่อนแอ ทั้งจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์หลักในสายโอเลฟินส์และสายไวนิลที่ยังคงปรับลดลง เมื่อเทียบกับราคาวัตถุดิบ และภาวะการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากผู้ผลิตในอเมริกา จีน และตะวันออกกลาง สวนทางอุปสงค์ที่อ่อนตัวตามปัจจัยฤดูกาลช่วงสิ้นปี ประกอบกับมีค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างในกลุ่มธุรกิจซีเมนต์และการก่อสร้างอีก 95 ล้านบาท แต่หากตัดรายการพิเศษเหล่านี้ออกไป บริษัทฯ จะขาดทุนปกติ 79 ล้านบาท ได้อานิสงค์จากธุรกิจซีเมนต์และการก่อสร้างที่ยังเติบโตได้แข็งแกร่ง แม้จะลดลง QoQ แต่เพิ่มขึ้น YoY ขานรับความสำเร็จจากการควบคุมต้นทุน การปรับเพิ่มราคาขายปูนซีเมนต์ และการขยายตลาดปูนคาร์บอนต่ำทั้งในไทยและอาเซียนอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับธุรกิจบรรจุภัณฑ์ของ บมจ. เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP) ที่มีกำไรปกติ 821 ล้านบาท ลดลง QoQ แต่เพิ่มขึ้น YoY โดยการลดลง QoQ ถูกกดดันจากต้นทุนถ่านหินและค่าขนส่งที่สูงขึ้น รวมถึงการแข็งค่าของเงินบาท ฉุดให้รายได้จากการขายลดลงเล็กน้อย แม้ปริมาณขายจะเพิ่มขึ้นก็ตาม ส่วนการเพิ่มขึ้น YoY ได้ปัจจัยหนุนจากการควบคุมต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อเนื่อง และการปรับโครงสร้างหนี้ใน Fajar ช่วยให้ภาระดอกเบี้ยลดลง ช่วยให้ผลดำเนินงานของ Fajar ดีขึ้น โดยมีความเป็นไปได้ว่า การลงทุนใน Fajar จะถึงจุดคุ้มทุนได้ภายในครึ่งแรกปี 2569  

ผลดำเนินงานงวดไตรมาสสุดท้ายปี 2568 ที่อ่อนแอ ส่งผลให้ผลดำเนินงานทั้งปีของ SCC มีกำไรปกติลดลงจากปีก่อนหน้า 17% เหลือ 4,962 ล้านบาท ตามรายได้จากการขายรวมที่ลดลง 3% มาอยู่ที่ 496,925 ล้านบาท โดยรายได้จากการขายลดลงในทุกกลุ่มธุรกิจ ยกเว้นกลุ่มซีเมนต์และการก่อสร้างที่ยังเติบโตแข็งแกร่ง








อย่างไรก็ตาม นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCC ยังคงพอใจกับเป้าหมายทางธุรกิจที่มุ่งเน้นเพิ่มความสามารถทำกำไรจากการดำเนินงานหลัก ที่สะท้อนผ่านกำไรที่ยังไม่หักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย ซึ่งไม่รวมรายการพิเศษ (Adjusted EBITDA) ซึ่งจะบ่งชี้ให้เห็นกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่แท้จริง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องโครงสร้างเงินทุนหรือการคิดค่าเสื่อมราคาที่ต่างกัน เพราะสามารถเพิ่ม Adjusted EBITDA สูงขึ้นจากปีก่อนหน้า 6% เป็น 55,012 ล้านบาท พร้อมกับลดหนี้สินสุทธิลงจากปีก่อนหน้าได้ 14,845 ล้านบาท ตอกย้ำให้เห็นความสำเร็จในการเดินหน้าแผนบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างการดำเนินงาน การหยุดธุรกิจที่ไม่ทำกำไร ตลอดจนการเร่งเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในทุกกลุ่มธุรกิจ และเพิ่มสัดส่วนสินค้า Smart Value–HVA–กรีน ให้ตอบโจทย์ตลาดทุกระดับ ขยายโอกาสในตลาดใหม่ๆ ทั้งเพื่อรับมือความผันผวนทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ที่เกิดจากหลากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ ท่าทีของผู้นำอเมริกาที่คาดเดาไม่ได้ การแข็งค่าของเงินบาท สถานการณ์ราคาพลังงาน หรือปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายให้บริษัทฯ สามารถเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว พร้อมจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอและมั่นคงได้ต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุด บริษัทฯ ได้ประกาศจ่ายเงินปันผลงวดครึ่งปีหลัง ในอัตราหุ้นละ 2.50 บาท เท่ากับที่จ่ายในงวดครึ่งปีแรก กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิเงินปันผล (วันขึ้น XD) 1 เมษายนนี้

พร้อมกันนี้ ผู้บริหาร SCC ได้เปิดเผยกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจปี 2569 ด้วยว่า ยังคงเน้นย้ำการรักษา EBITDA และกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับลดรายจ่ายเพื่อการลงทุนระยะยาว (CAPEX) ลงมาจากเฉลี่ยปีละ 50,000 ล้านบาท เหลือ 30,000 ล้านบาทด้วย ขานรับการใช้เวียดนามเป็นฐานผลิตและส่งออกตลาดโลกอย่างเต็มตัวในทุกธุรกิจ และการเดินหน้าแผนบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างธุรกิจ ตัดขายธุรกิจที่ไม่มีกำไรที่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายปีนี้ได้ราว 4,300 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีการให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงแนวโน้มธุรกิจต่างๆ ด้วยว่า น่าจะเห็นการเติบโตอย่างต่อเนื่องในธุรกิจซีเมนต์และการก่อสร้าง ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ และธุรกิจวัสดุตกแต่งพื้นผิวภายในและภายนอก และสุขภัณฑ์ โดยธุรกิจซีเมนต์ การเติบโตจะมาจากความต้องการในประเทศ ที่ยังเติบโตต่อเนื่องตามการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลใหม่ แม้จะถูกบั่นทอนจากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังชะลอตัว ขณะที่ตลาดอาเซียนคาดว่าจะเติบโต 5-10% โดยเฉพาะเวียดนามที่ได้ประโยชน์จากการเป็น Export Hub ในภูมิภาค แต่อาจถูกบั่นทอนจากราคาขายที่จะมีการแข่งขันกันมากขึ้น เสริมด้วยการเร่งออกผลิตภัณฑ์ใหม่ Low carbon cement Gen3 ออกสู่ตลาดมากขึ้น เพื่อเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นให้สูงขึ้น ขณะที่ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น ผลจากการควบคุมต้นทุนค่าพลังงาน และต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะกระดาษรีไซเคิล และผลขาดทุนของ Fajar ที่ลดลง อีกทั้งยังจะได้แรงหนุนจากการขยายตลาดใหม่ ในอินเดีย เพื่อลดการพึ่งพิงตลาดจีน ซึ่งการฟื้นตัวของการบริโภคมีความผันผวนสูง







ส่วนธุรกิจวัสดุตกแต่งพื้นผิวภายในและภายนอก และสุขภัณฑ์ ของ บมจ. เอสซีจี เดคคอร์ (SCGD) น่าจะเติบโตได้ดีขึ้น ขานรับการใช้ PRIME Group เป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกสินค้ากระเบื้องเซรามิก และเกรซ พอร์ซเลน ไปยังตลาดอาเซียนและตลาดใหม่ๆ เพิ่มเติมจากตลาดเวียดนามที่เป็นผู้นำตลาดในทุกวันนี้แล้ว เพราะมีความได้เปรียบเรื่องต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก รวมถึงการเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ นำร่องด้วยกลุ่มสุขภัณฑ์ COTTO

สำหรับธุรกิจปิโตรเคมี แม้จะมีแรงกดดันจากภาวะอุปทานส่วนเกินกดดันให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์อ่อนแอต่อเนื่อง แต่เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและลดความผันผวนจากวัฏจักรอุตสาหกรรมในระยะยาว พร้อมเดินหน้าใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ที่ LSP มีให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดต้นทุน รักษาฐานลูกค้า และผลักดันโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนให้แล้วเสร็จในปี 2570 คู่ขนานไปกับการเพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) ให้มากกว่า 60% ของยอดขายในธุรกิจปลายน้ำ (Downstream) ในตลาดไทย รวมถึงเพิ่มสัดส่วนสินค้า Green Polymers และขยายบริการโซลูชันสำหรับภาคอุตสาหกรรม




Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้