PTTEP ยังเด่นเรื่องปันผลสูง 6-7% หลังปริมาณขายปี 2569 โต 10% ก่อนโตต่อเนื่องตามแผน 5 ปี

1872 จำนวนผู้เข้าชม  | 

PTTEP ยังเด่นเรื่องปันผลสูง 6-7% หลังปริมาณขายปี 2569 โต 10% ก่อนโตต่อเนื่องตามแผน 5 ปี


 

 

บมจ. ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ ปตท.สผ. (PTTEP) ประกาศผลดำเนินงานงวดไตรมาสสดท้ายปี 2568 มีกำไรสุทธิ 1.75 หมื่นล้านบาท ลดลง 4.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) แต่เพิ่มขึ้น 37.9% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) แต่หากตัดรายการพิเศษ (กำไรจากการซื้อกิจการ Algeria Touat และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน) ออกไป จะมีกำไรปกติ 1.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% QoQ แต่ยังคงลดลง 31% YoY โดยการเพิ่มขึ้น QoQ ได้แรงหนุนจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นทั้ง YoY และ QoQ เป็นวันละ 5.40 แสนบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ผลจากการเข้าถือหุ้น 50% ในโครงการ MTJDA Block A-18 ในอ่าวไทย และการปิดซ่อมบำรุงที่น้อยลง รวมถึงการขยายการลงทุนในโครงการ Algeria Touat ส่วนการลดลง YoY ถูกกดดันจากราคาขายเฉลี่ย (ASP) ที่ลดลง 7% ตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก เหลือ 42.6 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อล้านบีทียู และการที่ต้นทุนต่อหน่วยสูงขึ้น 10% เป็น 32.2 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อล้านบีทียู ผลจากค่าเสื่อมราคาที่เพิ่มขึ้นของโครงการ G1/61 และ G2/61 ที่มีสินทรัพย์พร้อมใช้งานมากขึ้น ส่งผลให้รายได้ชะลอตัว 7.9% มาอยู่ที่ 7.04 หมื่นล้านบาท พร้อมกับฉุดให้ผลดำเนินงานทั้งปีนี้ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน ทั้งด้านรายได้และกำไร โดยรายได้จากการดำเนินงานอ่อนตัว 9.9% มาอยู่ที่ 2.81 แสนล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิลดลง 23.5% มาอยู่ที่ 6.03 หมื่นล้านบาท ขณะที่กำไรปกติลดลง 25.8% เป็น 5.80 ล้านบาท 

ถึงแม้ผลดำเนินงานจะไม่เป็นใจ แต่บริษัทฯ กลับประสบความสำเร็จในการขยายลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณขายปิโตรเลียมเฉลี่ยทั้งปี 2568 สร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All Time High) ที่วันละ 509,906 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ช่วยเพิ่มปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติและปริมาณสำรองปิโตรเลียมได้ทันที และสามารถเพิ่มกำลังการผลิตในอนาคตได้อีกด้วย ช่วยผลักดันให้ธุรกิจเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน พร้อมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศ อีกทั้งการนำส่งรายได้ให้กับรัฐในรูปของภาษีเงินได้ ค่าภาคหลวง และส่วนแบ่งผลประโยชน์อื่นๆ รวมกว่า 4.98 หมื่นล้านบาท เพื่อนำมาใช้พัฒนาประเทศและส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตการดำเนินงานของบริษัทฯ ได้มากกว่า 568,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ผ่านการเดินหน้าโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น การนำก๊าซส่วนเกินจากกระบวนการผลิตที่ต้องเผาทิ้งกลับมาใช้ใหม่ การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต หรือการบริหารจัดการเพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทนอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ความเข้มของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมของบริษัท ลดลง 19.5% เมื่อเทียบกับปีฐาน 2563 ตลอดจนได้เริ่มดำเนินการโครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) โครงการนำร่องที่แหล่งอาทิตย์ ให้สามารถอัดกลับคาร์บอนไดออกไซด์ภายในปี 2571 ด้วยปริมาณการดักจับและอัดกลับคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุดปีละ 1 ล้านตัน ตามแผนที่วางไว้แล้ว ก่อนจะนำมาพัฒนาเพื่อต่อยอดโครงการ CCS ในพื้นที่อื่นๆ ตามมา  

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ พร้อมตอกย้ำบทบาทในการสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลดำเนินงานงวดครึ่งหลังปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 4.65 บาท กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (วันขึ้น XD) 23 กุมภาพันธ์ และกำหนดจ่ายเงินในวันที่ 22 เมษายนที่จะถึงนี้ ซึ่งหากคิดรวมเงินปันผลระหว่างกาลที่จ่ายก่อนหน้านี้ในอัตรา 4.10 บาท ทำให้ในรอบปี 2568 บริษัทฯ จ่ายปันผลรวมทั้งสิ้น 8.75 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนราว 6.4% 

 

 

 

 



โอกาสนี้ นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PTTEP ได้ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมในการจัดประชุมนักวิเคราะห์นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ (Analyst Meetng) ด้วยว่า ยังคงเดินหน้าแผนธุรกิจช่วง 5 ปีนี้ (ปี 2569-73) ตามกลยุทธ์ 3D ประกอบไปด้วย การขับเคลื่อนและเพิ่มมูลค่าธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (Drive Value) การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Decarbonize) และการขยายการลงทุนไปสู่ธุรกิจใหม่ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Diversify) ภายใต้งบลงทุนรวม 3.33 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 1.09 ล้านล้านบาท เพื่อเร่งเพิ่มปริมาณการผลิตปิโตรเลียมทั้งจากโครงการที่ลงทุนแล้ว และโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ให้สามารถผลิตได้ตามแผน พร้อมกับเร่งดำเนินการสำรวจและประเมินผลลัพธ์จากโครงการต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงขยายการลงทุนในธุรกิจใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว ตลอดจนเร่งดำเนินกิจกรรมที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2593

เฉพาะปี 2569 บริษัทฯ วางงบลงทุนรวม 7.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 2.53 แสนล้านบาท เพื่อเพิ่มปริมาณขายให้สูงขึ้นจากปีก่อน 10% เป็นเฉลี่ยวันละ 560 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ (หนุนจากโครงการ Block SK408 ในมาเลเซีย ที่เพิ่งเข้าไปลงทุนช่วงปลายปีก่อน รวมถึงการรับรู้ปริมาณขายเต็มปีจากโครงการ MTJDA-A18 และโครงการ Algeria Touat) โดยการเติบโตจะเห็นภาพที่ชัดเจนในไตรมาส 2 เพราะไตรมาสแรกมีการปิดซ่อมบำรุงโครงการในอ่าวไทยตามแผน ทำให้ปริมาณขายไตรมาสแรกทำได้ต่ำที่สุดในรอบปี เฉลี่ยวันละ 540-545 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ก่อนเร่งตัวเพิ่มขึ้นใน 3 ไตรมาสที่เหลือ ขณะเดียวกัน บริษัทฯ จะพยายามควบคุมต้นทุนต่อหน่วยให้ลดลง จาก 32.2 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อล้านบีทียู ในปีก่อน เหลือ 30 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อล้านบีทียู เพื่อช่วยบริหารความเสี่ยงจากราคาขายที่มีความไม่แน่นอน ซึ่งหากตั้งสมมติฐานราคาขายเฉลี่ยลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน เป็น 5.7 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อล้านบีทียู จะทำให้ความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานจริง (EBITDA Margin) มีสัดส่วน 70% ของรายได้จากการขาย 

การเติบโตของยอดขาย แม้จะมีความไม่แน่นอนเรื่องราคาขาย ทำให้นักวิเคราะห์มีความมั่นใจในศักยภาพการจ่ายปันผลสูงระดับ 6-7% ซึงเป็นจุดแข็งของบริษัทฯ ส่งผลให้มีการปรับประมาณการกำไรสุทธิของ PTTEP ปีนี้ขึ้นมา โดยมีราคาเฉลี่ยที่ 135 บาท ยกเว้นค่ายดีบีเอส ประเทศไทย (DBSTH) ที่ให้ราคาเป้าหมายสูงสุด ถึง 169 บาท เมื่อคาดการณ์ราคาน้ำมันปีนี้สูงขึ้นจากปีก่อน

อย่างไรก็ดี การที่ราคาน้ำมันมีความเกี่ยวพันกับราคาขายของบริษัทฯ ในระดับสูง ทำให้การลงทุนระยะยาวควรรอซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว ขณะที่การลงทุนระยะสั้น อาจเก็งกำไรเป็นรอบๆ จากสถานการณ์ราคาน้ำมันได้

 

  

 

 

 

 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้