1793 จำนวนผู้เข้าชม |
การที่เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะชะลอตัว จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง และแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง กำลังส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของครัวเรือนไทยอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเมื่อค่าครองชีพปรับสูงขึ้น แต่รายได้ไม่ได้เพิ่มในอัตราเดียวกัน ครัวเรือนจำนวนมากจะเริ่มเผชิญความตึงตัวทางการเงิน หลายครอบครัวอาจเผชิญสถานการณ์เงินสำรองที่เคยคิดว่าเพียงพออาจไม่มากพออีกต่อไป เป้าหมายเกษียณอาจต้องใช้เงินมากขึ้น ความคุ้มครองด้านสุขภาพอาจยังไม่รองรับความเสี่ยงที่แท้จริง หรือพอร์ตลงทุนที่เคยเหมาะสมในภาวะปกติ อาจไม่ตอบโจทย์ในช่วงที่ตลาดผันผวนสูง
นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ Head of Wealth Advisory บมจ. ธนาคารทิสโก้ (TISCO) ได้ออกมาแนะนำแผนบริหารเงินช่วงนี้ว่า ไม่ใช่แค่การประหยัดอย่างเดียว แต่ควรจัดลำดับความสำคัญระหว่างค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต (Need) เช่น ค่าอาหาร ค่าที่พักอาศัย ค่าเดินทาง ค่ารักษาพยาบาล กับค่าใช้จ่ายที่มาจากความอยากได้ (Want) เช่น สินค้าแฟชั่น หรือการท่องเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งเป็นรายการที่สามารถชะลอหรือปรับลดลงได้ในช่วงที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง เพื่อควบคุมการใช้เงินให้มีเป้าหมายมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมี 4 เรื่องสำคัญที่ควรตรวจสอบ และปรับในทันที คือ ควรทบทวนว่าเงินสำรองฉุกเฉินเพียงพอหรือไม่ ซึ่งในช่วงเศรษฐกิจขาลงและเงินเฟ้อสูง เงินสำรองที่เหมาะสมควรเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 6–12 เดือน เพื่อรองรับความเสี่ยงจากของแพงขึ้น รายได้สะดุด ถูกให้ออกจากงาน หรือเหตุไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงยังช่วยให้ไม่ต้องรีบขายสินทรัพย์หรือนำเงินลงทุนระยะยาวออกมาใช้ในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม เรื่องที่สอง การทบทวนเป้าหมายทางการเงินระยะยาวว่าต้องปรับเปลี่ยนหรือไม่ โดยเฉพาะเงินเกษียณ เพราะหากยังใช้สมมติฐานเดิม อาจทำให้เงินออมไม่เพียงพอเมื่อถึงวัยเกษียณ
เรื่องที่สาม ความคุ้มครองด้านประกัน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยป้องกันไม่ให้เหตุไม่คาดฝัน เช่น ค่ารักษาพยาบาล หรือการสูญเสียรายได้ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเสาหลักของบ้าน มีภาระครอบครัว มีหนี้ ควรตรวจสอบอย่างจริงจังว่า ความคุ้มครองที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่ และยังตอบโจทย์ความเสี่ยงในชีวิตปัจจุบันได้จริงเพียงใด และเรื่องสุดท้าย การทบทวนพอร์ตการลงทุน เพื่อกระจายความเสี่ยงรับมือกับความผันผวนของตลาด และรักษาสภาพคล่อง สามารถอยู่รอดได้ในหลายสถานการณ์ โดยสินทรัพย์ที่ Wealth Advisory มองว่าสามารถช่วยฝ่าความไม่แน่นอนในช่วงนี้ได้ ได้แก่ หุ้นกลุ่มที่มีเสถียรภาพท่ามกลางความผันผวน (Resilience Play) อย่าง หุ้นกลุ่ม Healthcare, Utilities หรือกลุ่มที่ได้แรงหนุนจากความขัดแย้งโลก (Geopolitical Play) ได้แก่ พลังงาน, ทองคำ สำหรับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ในระดับปานกลางถึงสูง และต้องการความยืดหยุ่น การลงทุนในกองทุนผสม ที่มีกลยุทธ์การปรับสัดส่วนแบบยืดหยุ่น (Dynamic Asset Allocation) น่าจะตอบโจทย์ในการสร้างผลตอบแทนที่ดี และมีความสามารถจำกัด downside ได้
ทั้งนี้ ผู้สนใจ สามารถเริ่มทบทวนและวางแผนการเงินให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้ผ่านโปรแกรม TISCO My Goal ตัวช่วยวางแผนการเงินแบบองค์รวม โดยสามารถเข้าใช้งานได้ที่ https://link.tisco.co.th/d0h4mn