1145 จำนวนผู้เข้าชม |
นางสาวจิรยง อนุมานราชธน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจย์ แคปปิตอล แอดไวเซอรี (J Capital) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน มมจ. ควิก ทรานส์ฟอร์เมชั่น (QUICK) ผู้ให้บริการที่ปรึกษาและติดตั้งระบบดิจิทัลครบวงจร (End-to-End Digital Transformation Provider) ที่มีความเชี่ยวชาญในการออกแบบและติดตั้งระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) ยาวนานกว่า 20 ปี จนได้รับความไว้วางใจจาก Microsoft แต่งตั้งให้เป็นพันธมิตรระดับผู้เชี่ยวชาญ (Specialist Partner) สาขา Finance และ Supply Chain จากการให้บริการโซลูชันบนแพลตฟอร์ม Microsoft Dynamics 365 และ Copilot เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้นับหนึ่งแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯ ให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 32 ล้านหุ้น คิดเป็น 31.37% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด โดยมีมูลค่าที่ตราไว้ หรือราคาพาร์ที่หุ้นละ 0.50 บาท เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ (mai) ภายในปี 2569 นี้
สำหรับวัตถุประสงค์ในการระดมทุนครั้งนี้ บริษัทฯ จะนำไปใช้ในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) การพัฒนาโครงการฝึกอบรมบุคลากร (Academy & Talent Pool Program) การลงทุนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Investment) และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจในอนาคต
ด้านนายไพศาล แซ่ลี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร QUICK อธิบายว่า บริษัทฯ เป็นผู้ให้บริการที่ปรึกษาและติดตั้งระบบดิจิทัลครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ พัฒนา ติดตั้ง ไปจนถึงการดูแลระบบ ครอบคลุม 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ กลุ่ม Business Solutions โซลูชันด้านการบริหารจัดการองค์กร เช่น Microsoft Dynamics 365 และ Copilot กลุ่ม Digital Workplace Solutions เครื่องมือสนับสนุนการทำงานในยุคดิจิทัล และกลุ่ม IoT Solutions โซลูชันเชื่อมต่อข้อมูลจากเครื่องจักรและกระบวนการผลิตแบบ Real-time ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก เช่น Rockwell, Advantech, PTC รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่บริษัทฯ พัฒนาขึ้นเอง ด้านระบบบริหารการปฏิบัติการ (Operations Management) ระบบจัดการการตรวจติดตาม (Monitoring Management) และระบบบริหารจัดการความยั่งยืน (Sustainability Management) เพื่อให้เกิดการใช้ข้อมูลเต็มประสิทธิภาพ สนับสนุนการเติบโตของลูกค้า
การเป็นพันธมิตรช่วยขับเคลื่อนความสำเร็จของลูกค้า เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันผลดำเนินงานของบริษัทฯ ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งด้านรายได้และกำไร สะท้อนผ่านผลดำเนินงาน 3 ปีล่าสุด (ปี 2566–68) ซึ่งรายได้เติบโตจาก 229.74 ล้านบาท เป็น 240.78 ล้านบาท และ 301.44 ล้านบาท ตามลำดับ (รายได้กว่า 85% มาจากกลุ่ม Business Solutions ตามมาด้วยกลุ่ม Digital Workplace Solutions ในสัดส่วนราว 10%) ได้แรงหนุนจากการลงทุนด้านเทคโนโลยีของภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการนำระบบ ERP, Cloud และ AI มาใช้ รวมถึงการขยายฐานลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก เช่น การผลิต บริการ และค้าปลีก
ขณะที่กำไรสุทธิเติบโตเฉลี่ยในระดับ 20–25% จาก 34.49 ล้านบาท ขึ้นมาที่ 42.71 ล้านบาท และ 51.97 ล้านบาท ตามลำดับ ขานรับความสำเร็จในการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะมีการขยายธุรกิจและลงทุนเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นได้ในระดับ 45-46%
สำหรับทิศทางธุรกิจในปีนี้ บริษัทฯ มีงานในมือ (Backlog) ประมาณ 100 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในปี 2569 นี้ รองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่เป็นงานให้บริการติดตั้งและพัฒนาระบบ ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมด