74 จำนวนผู้เข้าชม |
บมจ. ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ (WP) ประกาศผลดำเนินงานไตรมาสแรก ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 44.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.75% จากไตรมาสแรกปีก่อน สาเหตุจากการบริหารจัดการต้นทุนก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) และระบบขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการปรับกลยุทธ์ด้านบริหารจัดการพอร์ตลูกค้าอย่างเป็นระบบ ทำให้สามารถลดการแข่งขันด้านราคา เพิ่มความสามารถในการทำกำไรอย่างยั่งยืน ส่งผลให้ราคาขาย LPG เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกปีก่อน กิโลกรัมละ 0.21 บาท เป็นกิโลกรัมละ 22.62 บาท พร้อมกับหนุนให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับเพิ่มจาก 4.12% มาอยู่ที่ 4.32% ทั้งที่รายได้รวมจะลดลง 5.60% มาอยู่ที่ 4,268.51 ล้านบาท ตามปริมาณขายที่ลดลง 6.15% เหลือ 185,463 ตัน
หลักๆ จากไม่มียอดส่งออกไปต่างประเทศ ตั้งแต่ไตรมาส 2 ปีก่อน เพราะลูกค้าในเวียดนามเกิดสภาวะอุปทานส่วนเกิน อีกทั้งยังถูกกดดันจากเงินบาทแข็งค่าขึ้น ประกอบกับการที่ราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูงขึ้น จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง และการเติบโตของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตลอดปีที่ผ่านมา ทำให้ปริมาณขายภาคยานยนต์ในประเทศลดลงเล็กน้อย
ล่าสุด นางสาวชมกมล พุ่มพันธุ์ม่วง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WP ออกมาให้ข้อมูลแนวโน้มธุรกิจครึ่งปีหลังด้วยว่า น่าจะเห็นยอดขายทั้งปีทำได้ 770,000 ตัน ตามเป้าที่วางไว้ ได้แรงหนุนจากความต้องการใช้ก๊าซ LPG ภายในประเทศที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนและบริหารกลุ่มลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังคงมองหาโอกาสในการขยายการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลัก และธุรกิจด้านพลังงานทางเลือก ภายใต้งบลงทุนรวมกว่า 500 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนในธุรกิจหลัก ด้วยการเพิ่มจุดกระจายสินค้า จุด Touch Point รวมถึงการเพิ่มศักยภาพในการควบคุมคุณภาพสินค้า การกระจายสินค้า และการให้บริการที่มีประสิทธิภาพ อีกส่วนหนึ่ง เตรียมไว้สําหรับการลงทุนในธุรกิจใหม่ประเภทอื่นๆ ที่อยู่ในเทรนด์การเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อต่อยอดธุรกิจและสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจในระยะยาว
และเพื่อบริหารสภาพคล่องส่วนเกินให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเพิ่มอัตราส่วนผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น (ROE) และกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน บริษัทฯ เตรียมเดินหน้าซื้อหุ้นคืนเพื่อการบริหารทางการเงิน จำนวนไม่เกิน 15 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 2.94% ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด วงเงินรวมไม่เกิน 63 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม