MEDEZE รุกลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านธุรกิจโตระยะยาว ระยะสั้นเร่งฟื้นผลงานดีขึ้นเป็นลําดับ

1444 จำนวนผู้เข้าชม  | 

MEDEZE  รุกลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านธุรกิจโตระยะยาว ระยะสั้นเร่งฟื้นผลงานดีขึ้นเป็นลําดับ




บมจ. เมดีซ กรุ๊ป (MEDEZE) รายงานผลดำเนินงานไตรมาสแรก ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 34 ล้านบาท ลดลง 6% จากไตรมาสสุดท้ายปีก่อน (QoQ) และลดลง 54% จากไตรมาสแรกปีก่อน (YoY) จาก 2 สาเหตุ คือ รายได้รวมลดลง 7% QoQ และลดลง 19% YoY มาที่ 175.61 ล้านบาท (โดยการลดลงของรายได้ QoQ เกิดจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมทั้งในและตางประเทศที่ยังคงชะลอตัว มีผลให้ลูกค้าใช้เงินอย่างระมัดระวังในการซื้อสินค้าหรือบริการ ส่วนการลดลง YoY ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ทำให้ลูกค้ากัมพูชาที่มีการเดินทางเข้ามาจัดเก็บสเต็มเซลล์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ) และมีค่าใช้จ่ายที่เป็นรายการพิเศษครั้งเดียว (one-time expenses) รวม 27 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายวิจัยร่วมพัฒนาน้ำยาเพาะเลี้ยงเซลล์ 6 ล้านบาท และผลขาดทุนจากการปรับมูลค่าเงินลงทุนตามราคาตลาด 21 ล้านบาท ซึ่งหากตัดรายการดังกล่าวออกไป  จะมีกำไรปกติ 61 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 68% QoQ แต่ลดลง 18% YoY  

อย่างไรก็ตาม นพ. วีรพล เขมะรังสรรค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เมดีซ กรุ๊ป (MEDEZE) ออกมาให้ความมั่นใจว่า การลงทุนดังกล่าวจะสร้างโอกาสการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ตามแผนเปลี่ยนผ่านธุรกิจจาก Biobank ไปสู่ Biopharma และ Advanced Therapy โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากโครงการ ATMPs Sandbox สามารถต่อยอดไปสู่การขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ได้สำเร็จ ส่วนในระยะสั้น บริษัทฯ พร้อมฟื้นผลดำเนินงานให้ดีขึ้นจากไตรมาสแรกเร็วที่สุด โดยอาศัยจุดแข็งจากการที่บริษัทฯ สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในทุกๆ ประเภทการให้บริการตั้งแต่ต้นปี ช่วยให้สามารถบริหารต้นทุนตั้งแต่ต้นน้ำได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้สามารถควบคุมอัตรากำไรสุทธิได้สูงเกิน 75% (ดีขึ้น 5.8% QoQ ลดลง 2.1% YoY) รักษาขีดความสามารถในการทำกำไรได้ดีต่อเนื่อง พร้อมกับมุ่งเดินหน้า 2 กลยุทธ์ คือ เร่งยกระดับมาตรฐานสากลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ เน้นไปที่การรับรองมาตรฐานธนาคารเซลล์ (Biobank) และมาตรฐานการให้บริการที่ดี (GMP) มุ่งเปลี่ยนภาพลักษณ์จากผู้ให้บริการทั่วไปสู่ผู้นำนวัตกรรมการแพทย์ ควบคู่กับการขยายธุรกิจในต่างประเทศ ผ่านโมเดลแฟรนไชส์ไปยังหลายประเทศในเอเชียและตะวันออกกลาง หลังจากเริ่มรับรู้รายได้ค่าที่ปรึกษาจากมองโกเลียในไตรมาสที่ 1 และเตรียมรับรู้รายได้จากฟิลิปปินส์เพิ่มเติมในครึ่งหลังปีนี้ ก่อนขยายธุรกิจไปยังอินโดนีเซีย ในปี 2570 ต่อด้วยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในปี 2571 มาเลเซียในปี 2572 และซาอุดิอาระเบียในปี 2573






Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้