1438 จำนวนผู้เข้าชม |
นายจิตติพร จันทรัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เอ็กโซติค ฟู้ด (XO) ผู้ผลิตและส่งออกซอสพริก ซอสปรุงรส และอาหารไทยสำเร็จรูป เปิดเผยแผนธุรกิจช่วงที่เหลือของปี 2569 ว่า พร้อมเดินหน้าขยายศักยภาพการผลิตและบริหารจัดการวัตถุดิบ เพื่อรองรับความต้องการสินค้าอาหารเอเชียที่ยังขยายตัวต่อเนื่องในหลายภูมิภาคทั่วโลก พร้อมกับเร่งขยายฐานลูกค้าในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ผ่านทีมขายและการทำการตลาด รวมถึงการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในหลายประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสขยายฐานลูกค้ารายใหม่ ควบคู่กับเพิ่มคำสั่งซื้อจากลูกค้ารายเดิม เพื่อตอกย้ำความแข็งแกร่งของแบรนด์ XO ในตลาดโลก และต่อยอดการเติบโตของผลิตภัณฑ์ซอสพริกและซอสปรุงรสไทยในตลาดโลกเพิ่มเติมต่อไป
สำหรับสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อบริษัทฯ ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากมีสัดส่วนการส่งออกไม่สูงมากนัก ประกอบกับลูกค้าได้มีการวางแผนระยะเวลาการสั่งซื้อ และขนส่งสินค้าล่วงหน้ามาตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยระยะเวลาขนส่งปรับจากประมาณ 3 – 4 สัปดาห์ เป็น 5 – 6 สัปดาห์
อย่างไรก็ตาม การชะลอตัวของตลาดทวีปอเมริกา จะยังสร้างแรงกดดันต่อแนวโน้มผลดำเนินงานในไตรมาส 2 ต่อเนื่องถึงช่วงที่เหลือของปี ประมาณ 60-70 ล้านบาท และอาจทำให้เกิดค่าใช้จ่ายจากการทำลายวัตถุดิบเพิ่มเติมอีก 10-20 ล้านบาท ตามมา แต่บริษัทฯ ยังมั่นใจว่า จะสามารถผลักดันรายได้ทั้งปีให้เพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อน ตามเป้าหมายที่วางไว้
ขณะเดียวกัน เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจ พร้อมทั้งยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน ในระยะยาว บริษัทฯ เตรียมเดินหน้าก่อสร้างโรงงานใหม่ ภายในไตรมาส 3 ซึ่งจะทำใหกำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้น 26% จากปัจจุบัน เป็น 43,905 ตัน ควบคู่กับการบริหารจัดการต้นทุนทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะที่ผลดำเนินงานไตรมาสแรกปี 2569 บริษัทฯ รายงานกำไรสุทธิ 129 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน สาเหตุจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในทวีปยุโรป หนุนให้รายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 7% มาอยู่ที่ 517 ล้านบาท และการได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI สำหรับสายการผลิตใหม่ที่เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ไตรมาส 2 ปีก่อน ช่วยให้ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ลดลง 57.78% สามารถชดเชยผลกระทบจากการตัดจำหน่ายวัตถุดิบพริกดอง ที่บริษัทฯ ได้จัดหาและเตรียมการผลิตไว้สำหรับลูกค้าในทวีปอเมริกาซึ่งล่าช้ากว่าที่ประเมินไว้ กดดันให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับลดลงจาก 46.5% เหลือ 45%