PHAT เคาะราคา IPO หุ้นละ 2 บาท เตรียมขาย 4-6 ส.ค.นี้ ก่อนซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ฯ 20 ส.ค.

1238 จำนวนผู้เข้าชม  | 

PHAT เคาะราคา IPO หุ้นละ 2 บาท เตรียมขาย 4-6 ส.ค.นี้ ก่อนซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ฯ 20 ส.ค.




นางสาวนันทรัตน์ แสงสุวรรณนุกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานวาณิชธนกิจ บมจ. หลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LHS) ผู้จัดการการจัดจำหน่าย แต่ไม่รับประกันการจำหน่ายหุ้น บมจ. กลุ่มภัทร (PHAT) ผู้ประกอบธุรกิจสกัดน้ำมันปาล์มดิบและส่งออกผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงจากปาล์มในอำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ เปิดเผยว่า พร้อมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 118.86 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 25.2% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชําระแล้วทั้งหมด ที่ราคาหุ้นละ 2 บาท จากราคาพาร์ หุ้นละ 0.50 บาท ระหว่างวันที่ 4-6 สิงหาคมนี้ ผ่านบริษัทฯ และ บมจ. หลักทรัพย์ ดาโอ ประเทศไทย (DAOL) ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายร่วม รวมถึงผู้ร่วมจัดจำหน่าย 2 ราย คือ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย (CGSI) และ บมจ. หลักทรัพย์ บียอนด์ (BYD) คาดว่า จะเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ฯ วันที่ 20 สิงหาคม

สำหรับการตั้งราคา IPO ใช้วิธีอัตราส่วนราคาต่อหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E) โดยพิจารณาจากกำไรสุทธิย้อนหลัง 4 ไตรมาสล่าสุด ตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2568 ถึงไตรมาสแรก ปี 2569 ซึ่งอยู่ที่ 5.91 เท่า ถือได้ว่าสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน โอกาสการเติบโตในอนาคต และสภาวะตลาดในปัจจุบัน  

ด้านนางปิ่นมณี เมฆมัณฑนา กรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานวาณิชธนกิจ DAOL ผู้จัดการการจัดจำหน่ายร่วม เสริมว่า PHAT ถือเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มครบวงจร ทั้งความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันยาวนานกว่า 30 ปี เป็นที่ยอมรับของลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ การมีโรงงานตั้งอยู่ในจังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นพื้นที่แหล่งผลิตปาล์มน้ำมันสำคัญของภาคใต้ ทำให้มีวัตถุดิบรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างเพียงพอ และอยู่ใกล้ท่าเรือส่งออกจังหวัดภูเก็ต ช่วยเพิ่มความได้เปรียบด้านโลจิสติกส์ ขณะเดียวกัน ยังมีศักยภาพการเติบโตในอนาคต จากแผนขยายกำลังการผลิตน้ำมันปาล์ม และผลิตภัณฑ์พลอยได้จากกระบวนการผลิต เช่น กะลาปาล์ม เส้นใย และทะลายปาล์ม ซึ่งสามารถนำไปใช้ต่อยอดในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ และมีแผนต่อยอดธุรกิจจากโรงงานสกัดน้ำมันเมล็ดในปาล์ม (CPKO) ซึ่งเป็นสินค้ามูลค่าสูง (High-Margin Products) พร้อมทั้งรุกขยายตลาดต่างประเทศ เพื่อขยายฐานรายได้ เพิ่มความสามารถในการทำกำไร สร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาว จึงเชื่อมั่นว่าการเสนอขายหุ้น IPO ของ PHAT ครั้งนี้ จะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน

ส่วนนางดาริน กาญจนะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออพท์เอเชีย แคปิตอล (OptAsia) ที่ปรึกษาทางการเงิน เชื่อมั่นว่า PHAT จะเป็นหุ้นคุณภาพที่เติบโตตามความต้องการใช้ปาล์มน้ำมันที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำมันปาล์ม ตามมาตรฐาน RSPO และแผนเพิ่มศักยภาพธุรกิจ ด้วยการขยายกำลังการผลิต เริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายปีนี้ ควบคู่กับการลงทุนโรงงานสกัด CPKO และระบบ Biogas โดยได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ 100% เป็นเวลา 5 ปี ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับอัตรากำไร ผลักดันการเติบโตเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะกลางถึงยาว

และเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมได้สมัครใจไม่ขายหุ้น (Lock Up) เป็นเวลา 6 เดือน ซึ่งเมื่อรวมกับจำนวนหุ้นเดิมที่ถูกห้ามซื้อขายตามเกณฑ์ Silent Period จะทำให้มีหุ้นเดิมถูกห้ามซื้อขายรวม 330 ล้านหุ้น คิดเป็น 70% ของทุนชำระแล้วหลัง IPO 








ขณะที่นายสมนึก จันทวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PHAT ปิดท้ายว่า การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ (mai) ถือเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ขยายโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจ ช่วยยกระดับฐานะการเงินให้มีความแข็งแกร่ง ขับเคลื่อนผลดำเนินงานระยะสั้นให้เติบโตก้าวกระโดด พร้อมต่อยอดการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว สอดคล้องกับความมุ่งมั่นในการก้าวเป็น Sustainable Company 

สำหรับผลดำเนินงานย้อนหลัง 3 ปีล่าสุด บริษัทฯ สามารถพลิกจากขาดทุนสุทธิ 5.69 ล้านบาท ในปี 2566 มามีกำไรสุทธิ 44.67 ล้านบาท ในปี 2567 ทั้งที่รายได้รวมจะเพิ่มเล็กน้อย จาก 1,620.05 ล้านบาท เป็น 1,627.99 ล้านบาท ตามรายได้จากการขายน้ำมันปาล์มดิบที่ลดลงเล็กน้อย ผลจากปริมาณขายลดลง แต่ได้อานิสงค์จากราคาขายเฉลี่ยสูงขึ้น ช่วยชดเชย ก่อนจะดีดตัวเป็น 109.09 ล้านบาท ในปี 2568 สาเหตุจากเริ่มมีการส่งออกเป็นครั้งแรก ไปยังอินเดีย ในไตรมาส 3 ส่งผลให้รายได้รวมเพิ่มขึ้น 46% มาที่ 2,377.51 ล้านบาท

ขณะที่ผลดำเนินงานงวดไตรมาสแรกปี 2569 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 3.47 ล้านบาท เติบโตก้าวกระโดดจากช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีผลขาดทุนสุทธิ 47.06 ล้านบาท ตามรายได้รวมที่ขยายตัวก้าวกระโดด 187% มาที่ 785.02 ล้านบาท หนุนจากสัดส่วนรายได้จากการส่งออกต่างประเทศเพิ่มขึ้นจาก 20% เป็น 75% สะท้อนถึงประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ





Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้