1596 จำนวนผู้เข้าชม |
นางสาวออมสิน ศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. หลักทรัพย์ บียอนด์ (BYD) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้น บมจ. ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี (UNIX) เปิดเผยว่า พร้อมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 180 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 27.27% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชําระแล้วทั้งหมด ที่ราคาหุ้นละ 1.89 บาท จากราคาพาร์ หุ้นละ 0.50 บาท ระหว่างวันที่ 23 – 25 มีนาคมนี้ ผ่านบริษัทฯ และผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายอีก 6 ราย คือ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย (CGSI) บมจ. หลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส (FSS) บมจ. หลักทรัพย์ ฟิลลิป ประเทศไทย (PLS) บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล (ASL) บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก (GBS) และบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ (TNITY) คาดว่า จะเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ฯ วันที่ 1 เมษายนนี้
สำหรับการตั้งราคา IPO ใช้วิธีอัตราส่วนราคาต่อหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E) โดยพิจารณาจากกำไรสุทธิย้อนหลังในปี 2568 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ซึ่งอยู่ที่ 8.30 เท่า ถือได้ว่าสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานในฐานะผู้ผลิตฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติกครบวงจร ที่มีความเชี่ยวชาญมากกว่า 30 ปี และมีความโดดเด่นหลายประการ ทั้งการใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง การให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ อีกทั้งมีการปรับปรุงกระบวนการทํางานอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ช่วยให้สามารถนำเสนอแนวทางบริหารต้นทุนให้กับลูกค้าได้อย่างตรงจุด ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อทดแทนหรือยกระดับคุณค่า (Value Engineering) และศักยภาพการเติบโตจากการนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปลงทุนเครื่องจักร เครื่องมือและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับการขยายกำลังการผลิตสินค้ากลุ่มบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภค เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ช่วยยกระดับการเติบโตของรายได้และกำไรให้แข็งแกร่งมากขึ้น ส่วนที่เหลือนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน และชำระคืนหนี้สถาบันการเงิน ช่วยให้ฐานะการเงินมีความเข้มแข็งมากขึ้น สอดคล้องกับการต่อยอดธุรกิจ และขยายโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ด้านนายโสฬส ยอดมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร UNIX ชี้แจงเพิ่มเติมว่า บริษัทฯ เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติก ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ 3 ประเภท ได้แก่ ฟิล์มสำหรับผลิตบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน ฟิล์มและบรรจุภัณฑ์สำหรับบรรจุของหนัก ฟิล์มและบรรจุภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมทั่วไป และบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งรูปแบบการดำเนินธุรกิจในกลุ่มฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติก ผู้ผลิตแต่ละรายจะมีฐานลูกค้าของตนเอง มีการซื้อขายกันมายาวนาน และไม่นิยมเปลี่ยนผู้ผลิตบ่อยโดยไม่จำเป็น เพราะลูกค้าเหล่านี้จะสั่งซื้อฟิล์มและบรรจุภัณฑ์จากผู้ผลิตไปแปรรูป หรือจำหน่ายต่อให้แก่ผู้ซื้ออีกทอดหนึ่ง ทำให้บริษัทฯ ต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้า การบริการทั้งก่อนและหลังการขาย และพัฒนากระบวนการผลิตให้ได้หลายรูปแบบตามความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสรักษ์โลกที่เติบโตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ต้องลงทุนเทคโนโลยีการผลิตเพื่อนำเสนอฟิล์มสำหรับบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบให้รองรับการรีไซเคิลได้ตั้งแต่ปี 2567

ขณะที่ธุรกิจบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค จะแตกต่างออกไป เพราะผู้ผลิตขนาดเล็กถึงใหญ่สามารถเข้ามาในอุตสาหกรรมได้ง่ายเมื่อเทียบกับธุรกิจฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติก ดังนั้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และรักษาฐานลูกค้ารายใหญ่ให้ได้อย่างมั่นคง ทำให้บริษัทฯ มุ่งเน้นคุณภาพของสินค้ามากกว่าราคา ทำให้มีการพัฒนานวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการเสริมกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถรักษาฐานรายได้ระดับ 3,000 ล้านบาท และกำไรสุทธิเกิน 119 ล้านบาท ได้ตลอด 3 ปีล่าสุด ถึงแม้ธุรกิจจะมีแรงกดดันจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง และความผันผวนของราคาเม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญ ในแต่ละปีก็ตาม
ประการสำคัญ การเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ นอกจากจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์บริษัทฯ ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นแล้ว ยังจะทำให้บริษัทฯ มีเงินทุนสำหรับเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจ และขยายโอกาสใหม่ๆ ขับเคลื่อนให้ธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะสั้นถึงกลาง พร้อมก้าวเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมผลิตฟิล์มสำหรับบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนตามแผนที่วางไว้ได้แล้ว ยังจะช่วยสนับสนุนให้แผนยกระดับการดำเนินงานเป็นอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) ระดับที่ 5 ซึ่งเป็นการขยายขอบเขตการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากภายในองค์กรสู่ตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เกิดผลที่เป็นรูปธรรมได้เด่นชัดมากขึ้น ผลักดันให้ธุรกิจสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนได้ตามเป้าหมายระยะยาวที่วางไว้