TFM ลดเป้ายอดขายทั้งปีเหลือ 5-7% หลังต้นทุนปลาป่นสูง แถมการแข่งขันรุนแรงขึ้น

1150 จำนวนผู้เข้าชม  | 

TFM ลดเป้ายอดขายทั้งปีเหลือ 5-7% หลังต้นทุนปลาป่นสูง แถมการแข่งขันรุนแรงขึ้น


 

 

บมจ. ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ (TFM) หนึ่งในผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์น้ำและสัตว์เศรษฐกิจของไทย ทั้งอาหารกุ้ง อาหารปลา และอาหารสัตว์บก เปิดเผยผลดำเนินงานงวดไตรมาส 2 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 161 ล้านบาท ลดลง 17% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ถูกกดดันหลักจากต้นทุนปลาป่นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 56% มาอยู่ที่กิโลกรัมละ 57 บาท และการชะลอการลงลูกกุ้งในช่วงต้นฤดูกาล ทำให้ยอดขายลดลง 1.4% มาที่ 1,455 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการบริหารความเสี่ยงด้านเครดิต และการติดตามและจัดเก็บหนี้อย่างมีประสิทธิผล ช่วยสนับสนุนให้ฐานะการเงินและกระแสเงินสดมีความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง

แต่หากเทียบกับไตรมาสแรกปีนี้ (QoQ) ผลดำเนินงานจะสดใสขึ้น ทั้งยอดขายที่เพิ่มขึ้น 9.8% และกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้น 9% ผลจากปัจจัยฤดูกาล และการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่มีประสิทธิผล ทำให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้จากการขาย (SG&A/Sales) ลดลงจาก 8.8% เป็น 8.4% หนุนให้บริษัทฯ สามารถรักษาอัตรากำไรสุทธิได้ในระดับ 11.1% เช่นเดียวกับไตรมาสแรก แม้จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนปลาป่นที่สูงขึ้นกว่า 20% และการลงกุ้งในบางพื้นที่ที่ล่าช้ากว่าปกติ เนื่องจากราคากุ้งอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้เกษตรกรบางส่วนชะลอการปล่อยกุ้งเพื่อรอดูสถานการณ์ตลาด

แรงกดดันจากต้นทุนปลาป่นที่สูงขึ้น ส่งผลให้ TFM รายงานกำไรสุทธิครึ่งปีแรก 308 ล้านบาท ลดลง 5.3% จากครึ่งแรกปีก่อน ตามอัตรากำไรสุทธิที่ปรับลดลง 0.9% เหลือ 11.1% ทั้งที่ยอดขายจะเพิ่มขึ้น 2.7% มาอยู่ที่ 2,780 ล้านบาท  พร้อมกับประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตราหุ้นละ 0.18 บาท กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (วันขึ้น XD) 13 สิงหาคมนี้ ก่อนจ่ายเงินในวันที่ 26 สิงหาคม










ขณะเดียวกัน นายพีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TFM ประกาศปรับลดเป้าหมายยอดขายทั้งปีเหลือ 5–7% (จากเดิม 8–10%) และอัตรากำไรขั้นต้นที่ระดับ 17-19% (จากเดิม 18-20%) เพื่อให้สะท้อนต้นทุนปลาป่นที่สูงกว่าคาด รวมทั้งภาวะการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในธุรกิจอาหารปลา โดยยังคงเป้าหมายควบคุมอัตราค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A to Sales) ให้อยู่ในกรอบ 8-10% ตามเดิม จากการปรับลดค่าใช้จ่ายการตลาดลงมา

พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ได้เปิดเผยกลยุทธ์และเป้าหมายการเติบโตตามแผน 5 ปี (ปี 2569-73) เพื่อผลักดันยอดขายแตะ 1 หมื่นล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 11% มุ่งเน้นการเติบโตจากทั้งตลาดในและต่างประเทศ โดยตลาดในประเทศ ตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเป็น 30% ในปี 2573 ผ่านกลยุทธ์การรักษาระดับราคาสินค้าและคุณภาพสินค้าอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงขยายช่องทางจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวเป็นผู้เล่นอันดับหนึ่งในตลาดอาหารปลากะพงและอาหารกบ และเป็นอันดับสองในตลาดอาหารปลารวม ส่วนการขยายตลาดต่างประเทศ พร้อมเดินหน้าสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เพื่อขยายช่องทางจำหน่าย และขยายกำลังการผลิต โดยตั้งเป้าสัดส่วนยอดขายต่างประเทศเพิ่มเป็น 50% ในปี 2573 ตามแผนมุ่งสู่การเป็น Top 3 ในตลาดอินโดนีเซีย และเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โรงงานใหม่ในเอกวาดอร์ หนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมกุ้งโลก ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตรวมได้ 80% ภายในปี 2571

 

 

 

 

 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้