NOBLE จัดระเบียบการเงิน มุ่งบริหารสินค้าคงเหลือเชิงรุก เพิ่มกระแสเงินสด ลดหนี้ รับโอกาสเติบโตในอนาคต

1260 จำนวนผู้เข้าชม  | 

NOBLE จัดระเบียบการเงิน มุ่งบริหารสินค้าคงเหลือเชิงรุก เพิ่มกระแสเงินสด ลดหนี้ รับโอกาสเติบโตในอนาคต




หลังจาก บมจ. โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ (NOBLE) ประกาศผลดำเนินงานงวดไตรมาส 2 ปี 2569 ขาดทุนสุทธิ 418 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้น 601.7% จากไตรมาส 2 ปีก่อน ตามรายได้รวมที่ลดลง 32.1% เหลือ 1,091 ล้านบาท สาเหตุหลักจากมีการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เป็นมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV Loss) ในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว (One-time) จากการปรับกลยุทธ์ด้านราคาเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะการแข่งขันในตลาด รวมถึงการลดลงของรายได้ สวนทางต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น โดยรายได้จากการให้เช่าและบริการลดลง 65.8% เหลือ 221.5 ล้านบาท สอดคล้องกับความคืบหน้าของโครงการร่วมทุนที่ทยอยก่อสร้างแล้วเสร็จช่วงปลายปี 2568 ส่วนใหญ่มาจากโครงการนิว ริเวอร์เรสต์ ราษฎร์บูรณะ และโครงการโนเบิล ครีเอท ส่วนรายได้จากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ลดลง 8.4% เหลือ 790.3 ล้านบาท ตามยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่ลดลง ขณะที่ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น เกิดจากการรับรู้ดอกเบี้ยเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ และการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ย

การปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือในไตรมาส 2 ส่งผลให้ผลดำเนินงานครึ่งปีแรก ขาดทุนสุทธิ 369 ล้านบาท และอัตรากำไรสุทธิพลิกติดลบ 14.1% ทั้งที่รายได้รวมจะลดลง 22.8% มาอยู่ที่ 2,626.2 ล้านบาท

นายธงชัย บุศราพันธ์ รองประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม NOBLE อธิบายว่า การปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เป็นมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารเงินทุนหมุนเวียนและสร้างกระแสเงินสด จากการบริหารสินค้าคงเหลือ ด้วยการจัดโปรโมชั่นเพื่อเร่งการขาย ผ่านแคมเปญ “One Price One Month” ซึ่งเริ่มต้นในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา และได้รับการตอบรับอย่างดี เพราะสินค้าที่จำหน่ายได้เป็นสินค้าพร้อมอยู่ (Ready-to-move) ทำให้สามารถทยอยโอนกรรมสิทธิ์ และรับรู้เป็นรายได้ตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป โดยจะมุ่งเน้นการขาย และทยอยโอนกรรมสิทธิ์สินค้าพร้อมอยู่ มูลค่าประมาณ 14,642 ล้านบาท ตลอดครึ่งปีหลัง เพื่อสร้างกระแสเงินสด และลดภาระทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการยกระดับความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงิน และเตรียมความพร้อมสำหรับการลงทุนและโอกาสทางธุรกิจในอนาคต

ประการสําคัญ บริษัทฯ ยังเห็นการเติบโตของยอดขายและการโอนกรรมสิทธิ์ตลอดครึ่งปีแรก ทั้งจากโครงการ โนเบิล เอ็มเมอร์ส พร้อมพงษ์ ซึ่งยอดขายในต่างประเทศเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ และสามารถปิดการขายได้ 3 โครงการ ได้แก่ โครงการโนเบิล เทอร์รา พระราม 9-เอกมัย นิว โนเบิล ไฟฉาย-วังหลัง และนิว คอร์ คูคต สเตชัน มูลค่าโครงการรวมกว่า 4,800 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดขาย (Presales) ครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น 41% เป็น 3,235 ล้านบาท ขณะที่ยอดขายรอโอนกรรมสิทธิ์ (Backlog) เพิ่ม 38% มาอยู่ที่ 3,558 ล้านบาท จาก 4 โครงการใหญ่ ได้แก่ นิว ริเวอร์เรสต์ ราษฎร์บูรณะ โนเบิล ครีเอท โนเบิล ฟอร์ม ทองหล่อ และ นิว อีโว อารีย์ ซึ่งจะทยอยโอนกรรมสิทธิ์และรับรู้รายได้ตลอดทั้งปี จนถึงปี 2573 สนับสนุนความต่อเนื่องของรายได้ในระยะยาว 















Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้