891 จำนวนผู้เข้าชม |
นายชยุตม์ หลีหเจริญกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานบัญชีและการเงิน บมจ. เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น (SSP) เปิดเผยแนวโน้มธุรกิจช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ว่า มีทิศทางเติบโตแข็งแกร่งขึ้นจากครึ่งปีแรก ขานรับการเข้าสู่ช่วงไฮซีซันของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น ในไตรมาส 3 ต่อด้วยโรงไฟฟ้าพลังงานลมในไตรมาส 4 และการเดินเครื่องจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) จากโรงไฟฟ้าขยะชุมชน 2 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 19.8 เมกะวัตต์ ในไตรมาสสุดท้าย รวมทั้งการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตโรงไฟฟ้า SPN ที่แล้วเสร็จ ตลอดจนรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ LEO 2 ในญี่ปุ่นเต็มปี อีกทั้งยังจะรับรู้กำไรพิเศษจากการการขายโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ยามากะ ในญี่ปุ่น กำลังการผลิตติดตั้ง 34.5 เมกะวัตต์ ในไตรมาส 3 นี้
สำหรับกระแสเงินสดที่ได้จากรายการพิเศษ นอกจากจะช่วยเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนให้บริษัทฯ นำไปใช้พัฒนาโครงการทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการเข้าประมูลโครงการ ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ระยะยาว 25 ปี (แผน PDP 2026 รอบใหม่) ที่ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนขึ้นเป็น 60-80% เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2593 และดึงดูดการลงทุนกลุ่ม Data Center และอุตสาหกรรมดิจิทัลที่ต้องการพลังงานสีเขียวแล้ว ยังจะช่วยลดภาระหนี้สิน ผลักดันให้ฐานะทางการเงินของบริษัทฯ มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับกลยุทธ์ในการบริหารพอร์ตการลงทุนให้มีความสมดุลอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว ตามแผนขยายธุรกิจที่วางไว้
พร้อมกันนี้ บริษัทฯ เตรียมทยอย COD โรงไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 420 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย 3 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 108.6 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม บาโก ในฟิลิปปินส์ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 150 เมกะวัตต์ ในปี 2570 และโครงการอื่น ๆ ต่อเนื่องจนถึงปี 2573 อีกกว่า 146 เมกะวัตต์ ช่วยผลักดันผลดำเนินงานให้เติบโตแบบก้าวกระโดด
ขณะที่ผลดำเนินงานงวดไตรมาส 2 ที่ผ่านมา SSP มีกำไรจากการดำเนินงาน 60.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67.2% จากไตรมาส 2 ปีก่อน ตามปริมาณขายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น 17.3% เป็น 156,571 เมกะวัตต์-ชั่วโมง จากทกโครงการ ทงโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานชีวมวล และโครงการโซล่าร์รูฟท็อป แม้ว่ารายได้จากโครงการในประเทศจะถูกกดดันจากค่า Ft ที่ลดลง และรายได้จากโครงการต่างประเทศถูกกดดันจากการแข็งค่าของเงินบาท หนุนให้รายได้รวมเพิ่มขึ้น 11.7% มาอยู่ที่ 742.8 ล้านบาท พร้อมกันผลักดันให้กำไรจากการดำเนินงานครึ่งปีแรก เพิ่มขึ้น 18.5% จากครึ่งแรกปีก่อน มาอยู่ที่ 311.5 ล้านบาท ตามปริมาณขายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น 16.2% เป็น 354,347 เมกะวัตต์-ชั่วโมง ถึงแม้รายได้จะถูกกดดันจากการแข็งค่าของเงินบาท และค่า Ft ที่ลดลง ส่งผลให้รายได้รวมเพิ่มขึ้น 4.2% เป็น 1,667.2 ล้านบาท ประกอบกับการรีไฟแนนซ์เงินกู้ที่เกิดในปี 2568 และอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงของโครงการร่มเกล้าวินฟาร์ม และการบันทึกดอกเบี้ยจากโครงการระหว่างก่อสร้างเป็นสินทรัพย์ รวมถึงอัตราดอกเบี้ยลอยตัวในหลายสกุลเงินที่ลดลง ช่วยให้ต้นทุนทางการเงินลดลง 24% เหลือ 291.6 ล้านบาท อีกทั้งการปรับปรุงประมาณการภาษีเงินได้จากโครงการต่างประเทศ ทำให้อัตรากำไรจากการดำเนินงานเพิ่มจาก 17.2% เป็น 19.3%