1279 จำนวนผู้เข้าชม |
บมจ. เอสเตติก คอนเนค (TRP) ผู้ให้บริการศัลยกรรมตกแต่งเฉพาะใบหน้า ภายใต้แบรนด์โรงพยาบาลธีรพร ประกาศแผนขับเคลื่อนการเติบโตบทใหม่ ด้วยการปรับโครงสร้างการบริหารงาน มุ่งยกระดับศักยภาพธุรกิจให้แข็งแกร่งมากขึ้น โดยผสานความเชี่ยวชาญทั้งด้านการแพทย์ (Medical & Academic) และการบริหารธุรกิจแบบมืออาชพ (Professional Management) ให้พร้อมรับมือกับทุกความท้าทาย สามารถส่งมอบคุณค่าที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า สร้างผลกำไรที่มั่นคงให้กับนักลงทุน และเติบโตเคียงข้างสังคมได้อย่างยั่งยืน
ภายใต้โครงสร้างการบริหารงานใหม่นี้ นพ. ชลธิศ สินรัชตานันท์ ผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลธีรพร จะยังคงดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารต่อไป แต่จะรับผิดชอบงานด้านการแพทย์อย่างเต็มตัว ครอบคลุมทั้งการพัฒนาองค์ความรู้ เทคนิคการรักษา นวัตกรรม และงานวิจัย เพื่อยกระดับมาตรฐานและผลลัพธ์ทางการรักษา รวมถึงการผลักดันองค์ความรู้และศักยภาพของศัลยแพทย์ไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล พร้อมกับดันทายาท นพ. ธนจักร สินรัชตานันท์ มาช่วยงาน
ขณะที่นางพรพิวรรณ นิรมลเฉิดฉาย จะรับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานบริหาร (CO-CEO) ดูแลด้านการบริหาร วางระบบและโครงสร้างองค์กร ตลอดจนขับเคลื่อนกลยุทธ์ธุรกิจ การตลาด การสร้างแบรนด์ และการขยายตลาด โดยมีนายเดชพัฒน์ อรรถสาร ผู้เชี่ยวชาญและมากประสบการณ์ด้านการบริหารแบรนด์และการตลาดดิจิทัลในต่างประเทศอย่างยาวนาน มาช่วยบริหารงานด้านการตลาด ร่วมกันขับเคลื่อนการเติบโตในระยะต่อไป
โอกาสนี้ นางพรพิวรรณ นิรมลเฉิดฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ ยืนยันว่า พร้อมนำความเชี่ยวชาญด้านการบริหารธุรกิจมาผสานกับจุดแข็งเรื่องความเชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า ควบคู่กับการพัฒนาองค์ความรู้ งานวิชาการ และเทคนิคศัลยกรรมที่เหมาะสมกับโครงสร้างและสรีระของคนเอเชียอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิดและมีความเป็นส่วนตัว ขยายโอกาสในการใช้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้าง New Growth Engine ที่ทำให้ TRP สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในระยะยาว เริ่มต้นด้วยการเดินหน้าฟื้นการเติบโตของ FaceLock และผลักดันบริการอื่นๆ ที่มีศักยภาพ อาทิ ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Multi Cell ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี รวมทั้งขยาย Customer Journey ไปสู่บริการด้านความงาม สุขภาพ และการดูแลเชิงป้องกัน โดยเฉพาะ Wellness & Longevity อาทิ Weight Management, Hormone Management เพื่อยกระดับประสบการณ์การให้บริการ เพิ่มโอกาสการใช้บริการอย่างต่อเนื่อง และสร้างฐานรายได้ใหม่ให้กับบริษัทฯ ในอนาคต
ด้าน นพ. ธนจักร สินรัชตานันท์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และผู้บริหารรุ่นใหม่ เสริมว่า เพื่อสร้างความแตกต่าง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว พร้อมกับยกระดับความเชื่อมั่นในมาตรฐานการรักษาของโรงพยาบาลธีรพร บริษัทฯ จะเดินหน้าต่อยอดองค์ความรู้ และนวัตกรรมทางการแพทย์ที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง อาทิ MTC (Fat Grafting Surgery) ผ่านกระบวนการ Surgical Harvesting การนำเทคโนโลยีและแนวทางการรักษาใหม่ๆ มาพัฒนาผลลัพธ์ทางการรักษา รวมทั้งการถ่ายทอดประสบการณ์จริงของลูกค้า (Patient Experience) และผลักดันผลงานของแพทย์ไทยสู่เวทีวิชาการต่างประเทศ สร้างการรับรู้แบรนด์ในวงกวางมากขึ้น ซึ่งจะช่วยยกระดับโรงพยาบาลธีรพร ให้เป็นมากกว่าโรงพยาบาลศัลยกรรม แต่เป็น Lifestyle & Wellness Brand ที่อยู่ในใจผู้บริโภคทั้งไทยและต่างชาติ
สำหรับเป้าหมายในอนาคต TRP ตั้งเป้ารายได้เติบโตสู่ระดับ 1,000 ล้านบาท ภายในปี 2570-2571 เมื่อธุรกิจ Longevity สามารถเดินหน้าอย่างเต็มรูปแบบ จากการขยายความร่วมมือกับโรงพยาบาลอื่น เช่น โรงพยาบาลสมิติเวช ในการทำหัตถการใหญ่ การรุกตลาด B2B ด้วยการเข้าไปเจรจากับองค์กรต่างๆ เพื่อจัดแพ็คเกจศัลยกรรมเป็นส่วนหนึ่งของสวัสดิการพนักงาน หรือการร่วมทุน แต่จะไม่เน้นเปิดสาขาจำนวนมาก เพื่อควบคุมมาตรฐานความปลอดภัย
ขณะที่ผลดำเนินงานงวดไตรมาส 2 ที่ผ่านมา บริษัทฯ รายงานกำไรสุทธิ 22.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ตามรายได้จากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น 29.5% มาอยู่ที่ 130.80 ล้านบาท ทั้งจากการให้บริการกลุ่มหัตถการ (โดยเฉพาะศัลยกรรมผ่าตัดตา และศัลยกรรมฉีดไขมัน) รวมถึงการให้บริการด้านผิวพรรณ และการให้บริการด้าน Wellness หนุนให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มจาก 47.6% เป็น 50.1% พร้อมกับผลักดันให้ผลดำเนินงานครึ่งปีแรกเติบโตตามไปด้วย โดยกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 11.2% จากครึ่งแรกปีก่อน มาอยู่ที่ 42.69 ล้านบาท ตามรายได้จากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น 22.2% เป็น 253.80 ล้านบาท โดยรายได้จากการให้บริการกลุ่มหัตถการ ยังคงเป็น Core Business (มีสัดส่วนรายได้ประมาณ 90%)
อย่างไรก็ตาม รายได้ที่เพิ่มขึ้นก็ส่งผลให้บริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารสูงขึ้นเช่นกัน อีกทั้งยังมีค่าเสื่อมราคาและตัดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับลดลง 0.4% เหลือ 49.6%