ICHI แตกไลน์สู่ธุรกิจปุ๋ย สร้าง New Growth Engine

54 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ICHI แตกไลน์สู่ธุรกิจปุ๋ย สร้าง New Growth Engine




บมจ. อิชิตัน กรุ๊ป (ICHI) ประกาศความร่วมมือกับพันธมิตร บริษัท อีวายดับบลิว กรุ๊ป โฮลดิ้ง (ถือหุ้นโดยบริษัท เอกยงวงศ์ ในสัดส่วน 45% และนายณัฐวุฒิ ศรีสุเทพ ในสัดส่วน 44%) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจปุ๋ยยาวนานกว่า 30 ปี จนสามารถครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 7 ในธุรกิจปุ๋ย ที่มีมูลค่าตลาดรวม 8-9 หมื่นล้านบาท จัดตั้งบริษัทร่วมทุนชื่อ ตัน เฟอร์ทิไลเซอร์ เพื่อทำธุรกิจนําเข้า และจําหน่ายปุ๋ยปั้นเม็ด (Compound Fertilizer) สําหรับพืชไร่พืชสวน ซึ่งเป็นเซ็กเมนต์พรีเมียม ที่มีมูลค่าตลาดประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท รวมถึงเคมีภัณฑ์และอุปกรณ์การเกษตรอื่นๆ

สำหรับตัน เฟอร์ทิไลเซอร์ มีทุนจดทะเบียน 150 ล้านบาท โดย ICHI ถือหุ้นใหญ่​ในสัดส่วน 51% และอีวายดับบลิว กรุ๊ป โฮลดิ้ง ถือหุ้น 49% กำหนดจัดตั้งบริษัทร่วมทุนแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคมปีนี้ และจะเริ่มทำธุรกิจภายในเดือนพฤษภาคม ปี 2570 โดยตั้งเป้ารายได้แตะ 1.5 พันล้านบาท ภายใน 3 ปี

ที่สําคัญ การเข้าสู่ธุรกิจปุ๋ยครั้งนี้ ไม่ใช่การเริ่มต้นธุรกิจจากศูนย์ แต่ใช้โมเดล Asset Light และการต่อยอดโครงสร้างพื้นฐาน ทีมขาย เครือข่ายพันธมิตรจากทั่วโลก คู่ค้าภายในประเทศ ที่กลุ่มเอกยงวงศ์มีอยู่แล้ว มาผนวกเข้ากับจุดแข็งในการสร้างแบรนด์ ฐานะการเงินที่แข็งแรง และความน่าเชื่อถือของอิชิตัน กรุ๊ป ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงและเจรจากับผู้ผลิตแม่ปุ๋ยรายใหญ่ระดับโลก ซึ่งจะมีผลทั้งการคัดเลือกสินค้า คุณภาพ เงื่อนไขทางการค้า และความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกัน ความเป็น Public Figure ของนายตันจะช่วยสร้างการรับรู้ และความเชื่อมั่นให้กับแบรนด์ได้เร็วขึ้น ตั้งแต่คู่ค้ารายใหญ่ ร้านค้าเกษตร ไปจนถึงเกษตรกรรายย่อย

นายตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ ICHI อธิบายว่า การลงทุนครั้งนี้ จะสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจให้กับบริษัทฯ และผู้ถือหุ้นในระยะยาว จากการนำกระแสเงินสดส่วนเกินมาลงทุนในธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า ถือเป็นการบริหารเงินทุนที่มีประสิทธิภาพ และการเพิ่มศักยภาพการเติบโตของรายได้และกำไร จากการขยายโอกาสในธุรกิจปุ๋ย ซึ่งเป็นตลาดผู้ขายน้อยราย (Oligopoly) มีมูลค่าตลาดสูง และมีความสําคัญต่อภาคเกษตร ทำให้มีอุปสงค์ระยะยาว มีการซื้อซ้ำตามรอบการเพาะปลูก สร้าง New Growth Engine ช่วยกระจายความเสี่ยงจากธุรกิจเครื่องดื่ม ที่ตลาดในประเทศเริ่มอิ่มตัว อีกทั้งยังมีการแข่งขันรุนแรง ถึงแม้ยอดขายสินค้าหลักอย่างชาเขียวจะยังเติบโตได้ดี ขณะเดียวกัน การทำธุรกิจปุ๋ย ยังจะขยายระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ที่ยั่งยืนร่วมกับกลุ่มเกษตรกรต้นน้ำ สามารถต่อยอดไปสู่การส่งเสริมเครือข่ายการเพาะปลูกวัตถุดิบส่งกลับให้โรงงานเครื่องดื่มของอิชิตันได้ในอนาคต

โดยก้าวแรกของ ตัน เฟอร์ทิไลเซอร์ จะเริ่มจากการรับโอนปุ๋ยพรีเมียม แบรนด์แรมปาเทค (Rampatec) ซึ่งกลุ่มเอกยงวงศ์ทำตลาดมาแล้วประมาณ 3 ปี และมียอดขายล่าสุดประมาณ 70 ล้านบาท เข้ามาอยู่ภายใต้บริษัทร่วมทุน สร้างการรับรู้รายได้และขยายตลาดได้ทันที มุ่งเน้นไปที่การเจาะกลุ่มเกษตรกรที่ปลูกพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพผลผลิต และมีความพร้อมลงทุนกับปัจจัยการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น ทุเรียน มังคุด ลำไย รวมถึงไม้ผลและพืชส่งออกอื่นๆ ก่อนขยายไปสู่ตลาด Premium Mass ในลำดับถัดไป

ส่วนในระยะยาว ตัน เฟอร์ทิไลเซอร์ วางโรดแมปขยายจากผลิตภัณฑ์ปุ๋ยในปัจจุบัน ไปสู่ผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรที่ตอบโจทย์ประสิทธิภาพและความยั่งยืน เช่น ปุ๋ยเคลือบอะมิโน สารอาหารรอง ผลิตภัณฑ์บำรุงดิน และปุ๋ย Slow Release ก่อนต่อยอดไปสู่การพัฒนาเป็น Agri Innovation Platform ทำหน้าที่คัดสรรนวัตกรรมการเกษตรจากทั่วโลก นำมาทดลองและพัฒนาให้เหมาะกับการใช้งานจริงของเกษตรกรไทย โดยใช้ทั้งเครือข่ายคู่ค้า และข้อมูลความต้องการของเกษตรกรเป็นฐานในการพัฒนาผลิตภัณฑ์

อย่างไรก็ตาม การที่สัดส่วนรายได้จากธุรกิจปุ๋ยช่วง 2-3 ปีนี้ จะยังไม่สูงอย่างมีนัยสําคัญ ส่งผลให้ธุรกิจเครื่องดื่มยังคงเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนผลดำเนินงาน และการจ่ายปันผล ซึ่งเป็นประเด็นหลักในการลงทุนหุ้น ICHI โดยนักวิเคราะห์หลักทรัพย์คาดหมายในอัตราปีละ 6-7%





Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้