2344 จำนวนผู้เข้าชม |
นายกิตติพันธ์ ภูษณวรรณ กรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก (GBX) ผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ บมจ. เจเนซีส เฟอร์ทิลีตี เซ็นเตอร์ (GFC) เปิดผยว่า หลังจากได้เปิดขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) จำนวน 60 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 7 บาท ระหว่างวันที่ 4-6 กันยายนที่ผ่านมา ปรากฏว่า ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ตอกย้ำให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของบริษัทฯ ที่เป็นผู้นำด้านการให้บริการรักษาผู้มีบุตรยาก และโอกาสการเติบโตที่สูงตามจำนวนผู้มีบุตรยากที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ อีกทั้งราคา IPO ยังต่ำกว่า P/E ของกลุ่มที่ระดับ 31.32 เท่า จึงทำให้ไม่อาจจัดสรรหุ้นได้เพียงพอกับความต้องการ ทำให้คาดว่า จะได้กระแสตอบรับที่ดีต่อเนื่องในการเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ (mai) วันที่ 13 กันยายนนี้
ด้านนายเอกจักร บัวหภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แคปปิตอล วัน พาร์ทเนอร์ (Capital One) ซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน เสริมว่า กระแสตอบรับหุ้น GFC ที่สูงเกินคาด สะท้อนให้เห็นถึงความโดดเด่นของบริษัทฯ ในฐานะที่เป็นศูนย์รวมแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีชั้นนำด้านการเจริญพันธุ์ เพื่อคู่สมรสที่ปรารถนาอยากมีบุตร ที่มีความเชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวช และเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ที่สามารถการันตีความสำเร็จในการรักษาการมีบุตรยาก ด้วยอัตราความสำเร็จ (Success Rate) ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม โดยสูงถึง 72.29%
นอกจากนี้ การนำเงินทุนที่ได้จากการระดมทุนไปใช้ขยายการลงทุนโครงการคลินิกสาขาสุวรรณภูมิ-พระราม 9 และสาขาอุบลราชธานี เพื่อขยายฐานการให้บริการรักษาภาวะมีบุตรยากให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ยังทำให้นักลงทุนเล็งเห็นโอกาสเติบโตที่โดดเด่น จาก New S-Curve ในระยะยาว
ขณะที่ผู้บริหาร บมจ .เจเนซีส เฟอร์ทิลีตี เซ็นเตอร์ (GFC) ทั้ง รศ. นพ. พิทักษ์ เลาห์เกริกเกียรติ ประธานกรรมการบริษัท นพ. ประมุข วงศ์ธนะเกียรติ รองประธานกรรมการบริษัท และนายกรพัส อัจฉริยมานีกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออกมาขอบคุณนักลงทุนที่มีความเชื่อมั่นในศักยภาพของบริษัทฯ จนทำให้สามารถระดมทุนได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ พร้อมกับยืนยันจะนำเม็ดเงินไปขยายธุรกิจ เพื่อเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และยกระดับการให้บริการทางการแพทย์สำหรับผู้มีบุตรยากให้ครอบคลุมทุกมิติมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีต่อผู้ถือหุ้น และมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ในภูมิภาคอาเซียน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ตามเป้าหมายระยะยาวที่วางไว้