SAFE เชื่อมั่น การเข้าซื้อขายวันแรก 2 พ.ย. ไม่สร้างความผิดหวังนักลงทุน หลังยอดจองล้นทะลัก

2345 จำนวนผู้เข้าชม  | 

SAFE เชื่อมั่น การเข้าซื้อขายวันแรก 2 พ.ย. ไม่สร้างความผิดหวังนักลงทุน หลังยอดจองล้นทะลัก


นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บมจ. หลักทรัพย์ บัวหลวง (BLS) ผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้น บมจ. เซฟ เฟอร์ทิลิตี้ กรุ๊ป (SAFE) เปิดเผยว่า การเปิดเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 76.748 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 21 บาท ระหว่างวันที่ ตุลาคมที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี จากพื้นฐานธุรกิจ และศักยภาพการเติบโตที่แข็งแกร่ง เนื่องจากปัญหาการมีบุตรยากทั่วโลกขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยปีละ 13.8% และการที่กลุ่มบริษัทฯ เป็นผู้ให้บริการคลินิกการแพทย์เฉพาะทางเพื่อการมีบุตรอย่างครบวงจร และเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์และห้องปฏิบัติการด้านพันธุศาสตร์ในประเทศไทย ทำให้เป็นที่รู้จัก และได้รับความไว้วางใจจากคู่สมรสที่ประสบภาวะมีบุตรยากทั้งในและต่างประเทศ เข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง เพราะมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงถึง 75%

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ ด้วยการขยายการให้บริการสู่การให้บริการด้านผิวหนังและความงามภายใต้ชื่อ เดอะ ฟาวเทน เวลเนส เซ็นเตอร์ อย่างครบวงจร ตั้งแต่ก่อนและหลังคลอดบุตร 

ด้านนางดาริน กาญจนะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออพท์เอเชีย แคปิตอล (OPTASIA) ที่ปรึกษาทางการเงิน เสริมว่า การที่ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญสำหรับผู้มีบุตรยากจากทั่วโลก ถือเป็นปัจจัยบวกต่อการดำเนินธุรกิจของ SAFE อีกทั้งกลุ่มบริษัทฯ มีข้อได้เปรียบในการแข่งขันหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบทางธุรกิจที่เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน การได้รับการรับรองมาตรฐานการให้บริการด้านการเจริญพันธ์ในระดับสากล รวมถึงมีสาขาตามสถานที่สำคัญๆ ถึง 5 สาขา สามารถรองรับการให้บริการได้อย่างครอบคลุม ผลักดันให้กลุ่มบริษัทฯ มีการเติบโตทั้งรายได้และกำไรอย่างต่อเนื่อง มีศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืน จึงทำให้การเปิดขายหุ้น IPO ในช่วงที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งสถาบัน และรายย่อยมากกว่าจำนวนหุ้นที่จัดสรรไว้

ส่วน นพ. วิวัฒน์ กว้างคณานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เซฟ เฟอร์ทิลิตี้ กรุ๊ป (SAFE) ชี้แจงว่า การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะช่วยให้กลุ่มบริษัทฯ ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการรักษาภาวะมีบุตรยาก ด้านวินิจฉัยพันธุกรรมตัวอ่อน และเวลเนส ในระดับภูมิภาค จากการนำเงินที่ได้จากการระดมทุนมาใช้ลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง และสร้างโอกาสในการขยายธุรกิจในอนาคต รวมถึงลงทุนขยายสาขา และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจให้สอดรับกับภาวะอุตสาหกรรม ที่ยังมีศักยภาพการเติบโตดีต่อเนื่อง 5 ปีข้างหน้า เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทยและต่างประเทศเป็นไปอย่างชัดเจน ประกอบกับการที่ภาครัฐไทยและหลายประเทศ อาจมีนโยบายส่งเสริมการมีบุตรเนื่องจากจำนวนเด็กเกิดใหม่ทั่วโลกมีจำนวนลดลง อีกทั้งมีการประเมินว่า ตลาดรักษาผู้มีบุตรยาก ในปี 2570 จะมีมูลค่า 90 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ก่อนเติบโตเป็น 119 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2575 สำหรับประเทศไทย คาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 6 หมื่นล้านบาท ในปี 2570  

ในเบื้องต้น กลุ่มบริษัทฯ มีแผนลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง และสร้างโอกาสในการขยายธุรกิจในอนาคต ผ่านการซื้อกิจการ รวมกัน 300 ล้านบาท ใช้ลงทุนขยายสาขา และห้องปฏิบัติการ 200 ล้านบาท ครึ่งหนึ่งใช้ในการลงทุนสาขารามอินทราแห่งใหม่ ซึ่งย้ายไปยังพื้นที่ในโครงการสนามไดร์ฟกอล์ฟ กอล์ฟ ชาแนล เซ็นเตอร์ ขนาด 650 ตารางเมตร เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้มาใช้บริการ รวมถึงให้บริการแบบครบวงจรมากยิ่งขึ้น อีกครึ่งหนึ่งที่เหลือคาดว่าจะใช้ในการขยายสาขาอีก 2 แห่ง หรือยกระดับการให้บริการด้านห้องปฏิบัติการ 2–4 แห่ง  

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังมีแผนขยายช่องทางการทำธุรกิจ ด้วยการร่วมลงทุนกับห้องปฏิบัติการในพื้นที่โรงพยาบาลเอกชนและโรงพยาบาลรัฐ และการร่วมลงทุนกับโรงพยาบาลเอกชนทั้งในและต่างประเทศ ในรูปแบบกิจการร่วมค้า เพื่อช่วยขับเคลื่อนให้กลุ่มบริษัทฯ มีศักยภาพในการแข่งขันสูงขึ้น สามารถเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และยั่งยืนในระยะยาว

 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้