1708 จำนวนผู้เข้าชม |
บมจ. ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ ปตท.สผ. (PTTEP) ประกาศผลดำเนินงานงวดไตรมาส 2 ปี 2568 มีรายได้จากการขาย 71,180 ล้านบาท ลดลง 15.6% จากไตรมาส 2 ปีก่อน (YoY) แต่ทรงตัวใกล้เคียงไตรมาสแรกปีนี้ (QoQ) ทั้งที่ปริมาณขายปิโตรเลียมเฉลี่ยจะทรงตัว YoY แต่เพิ่มขึ้น 4% QoQ เป็นวันละ 5.05 แสนบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ แต่ถูกกดดันจากการอ่อนตัวของราคาน้ำมันในตลาดโลก ทำให้ราคาขายเฉลี่ย (ASP) ลดลง 6% YoY และลดลง 4% QoQ มาอยู่ที่ 44.01 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ สวนทางต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น 10% YoY และ 1% QoQ เป็น 31.10 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ตามค่าเสื่อมราคาที่สูงขึ้น ประกอบกับมีขาดทุนพิเศษจากการถอนการลงทุนในโครงการ Mexico Block 29 อันเนื่องจากความไม่แน่นอนของแนวนโยบายภาครัฐ ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลง 43.6% YoY และลดลง 18.4% QoQ มาอยู่ที่ 13,515 ล้านบาท
และผลกระทบจากราคาขายปิโตรเลียมที่อ่อนตัวลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลก และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ในครึ่งปีแรก โดยราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 44.85 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ขณะที่ต้นทุนต่อหน่วยสูงขึ้นเป็น 30.9 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ฉุดให้ผลดำเนินงานครึ่งปีแรก PTTEP มีรายได้รวมลดลง 11.1% YoY มาอยู่ที่ 148,531 ล้านบาท ทั้งที่ปริมาณขายเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 494,552 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันก็ตาม ประกอบกับการแข็งค่าของเงินบาทเทียบเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังกดดันให้กำไรสุทธิครึ่งปีแรกลดลง 29.5% YoY เหลือ 30,076 ล้านบาท ตามมา
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติเสนอจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับผลการดำเนินงานงวดครึ่งปีแรก ในอัตราหุ้นละ 4.10 บาท กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (วันขึ้นเครื่องหมาย XD) 8 สิงหาคมนี้ และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 22 สิงหาคมที่จะถึงนี้
พร้อมกันนี้ นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PTTEP ได้ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า บริษัทฯ ยังคงมีความมั่นใจว่า ปริมาณขายเฉลี่ยทั้งปี 2568 จะทำได้วันละ 505,000 – 510,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน หนุนจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณขายในประเทศ นำโดยโครงการจี 1/61 (เอราวัณ) ที่ผลิตได้วันละ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตได้เต็มปี ตามมาด้วยโครงการสินภูฮ่อม ซึ่งบริษัทได้เข้าลงทุนเพิ่มจาก 80.49% เป็น 90% มีผลตั้งแต่วันที่ 16 เมษายนเป็นต้นไป อีกทั้งยังได้ลงนามในสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติมจากโครงการอาทิตย์ วันละ 50 ล้านลูกบาศก์ฟุต สู่ระดับวันละ 330 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน มีผลตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป
ส่วนราคาขายก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยทั้งปี น่าจะลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 5.8 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อล้านบีทียู เช่นเดียวกับต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยที่น่าจะลดลงมาอยู่ที่ระดับ 30 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า ทำให้ประเมินอัตราความสามารถในการทำกำไร (EBITDA Margin) ทั้งปีที่ 70-75% ตามเดิม
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีความก้าวหน้าในการขยายธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม โดยชนะการประมูลแปลงสัมปทานเร็กเกนเน่ ทู (Reggane II) ในประเทศแอลจีเรีย ร่วมกับบริษัท Eni Algeria Exploration ซึ่งมีการค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติแล้ว และยังมีพื้นที่ที่มีศักยภาพในการสำรวจเพิ่มเติม โดยได้มีการลงนามสัญญาแบ่งปันผลผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นที่ 34% เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยสัญญาจะมีผลเสร็จสมบูรณ์เมื่อมีประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลแอลจีเรีย ปตท.สผ. ถือสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 34 โดยมีการค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติแล้ว และยังมีพื้นที่ที่มีศักยภาพในการสำรวจเพิ่มเติม ซี่งบริษัทฯ ได้มีการลงนามข้อตกลงขยายอายุสัญญาแบ่งปันผลผลิตในโครงการโอมาน แปลง 53 ไปจนถึงปี 2593 นอกจากนี้ ยังได้รับอนุมัติแผนพัฒนาโครงการและสัญญาสัมปทานผลิตปิโตรเลียมของโครงการอาบูดาบี ออฟชอร์ 2 ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) หลังจากที่ประสบความสําเร็จในการค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติ ซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายต่อไปในเร็วๆ นี้
ล่าสุด PTTEP ได้ลงนามสัญญาซื้อขายเพื่อเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดในบริษัท Hess International Oil Corporation จากเชฟรอน ในสัดส่วน 50% แปลง A18 ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย–มาเลเซีย (Malaysia–Thailand Joint Development Area - MTJDA) ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการผลิตกระแสไฟฟ้าในบริเวณภาคใต้ของไทย ส่งผลให้ PTTEP มีสัดส่วนการลงทุนในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย–มาเลเซีย เพิ่มเติมจากที่ได้ลงทุนอยู่แล้วในแปลง B-17-01 ในสัดส่วน 50% ทำให้บริษัทฯ มีการขยายการดำเนินงานมากกว่า 50 โครงการ ใน 13 ประเทศทั่วโลก สอดคล้องกับพันธกิจในการแสวงหาแหล่งพลังงานใหม่ๆ ให้สามารถรองรับความต้องการใช้พลังงานของคนไทยและประเทศไทยได้เพิ่มขึ้น
ปัจจุบัน แปลง A-18 ผลิตก๊าซธรรมชาติได้ในอัตราวันละประมาณ 600 ล้านลูกบาศก์ฟุต ส่งเข้าประเทศไทยและมาเลเซียในอัตราเท่ากัน วันละ 300 ล้านลูกบาศก์ฟุต คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 6% ของความต้องการใช้ก๊าซในประเทศไทย ส่งผลให้ปริมาณขายเฉลี่ยทั้งปี 2568 อาจปรับเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 512,000 – 517,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ช่วยให้การอ่อนตัวของผลดำเนินงานปีนี้กระเตื้องขึ้น