โอกาสลงทุนหุ้น BDMS และ BCH หลังราคาหุ้นต่ำสุดในรอบหลายปี จากความกังวลบริษัทประกันยกเลิกกรมธรรม์แบบเหมาจ่าย

2371 จำนวนผู้เข้าชม  | 

โอกาสลงทุนหุ้น BDMS และ BCH หลังราคาหุ้นต่ำสุดในรอบหลายปี จากความกังวลบริษัทประกันยกเลิกกรมธรรม์แบบเหมาจ่าย




หลังจากบริษัท เอไอเอ ประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้นำตลาดประกันในประเทศไทย ประกาศเตรียมยกเลิกกรมธรรม์แบบเหมาจ่ายตัวยอดนิยม Health Happy โดยจะเปิดขายจนถึงวันที่ 31 มีนาคม ปี 2569 และหลังจากนั้นจะปรับมาขายประกันสุขภาพแบบร่วมจ่าย (Co-payment) ตั้งแต่ปีแรก โดยให้เหตุผลว่า ไม่อาจแบกรับภาระการจ่ายค่าสินไหมทดแทนที่ปรับสูงขึ้นมากกว่าปีละ 10% ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี จนอาจกระทบต่อสถานะการเงิน และการดูแลผู้ที่เจ็บป่วยหนักจริงๆ ในระยะยาว พร้อมกับทำให้เกิดความกังวลว่า กรณีนี้อาจขยายวงออกไปทั้งระบบ เพราะก่อนหน้านี้ ทางกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต (Krungthai-AXA) ได้ประกาศยุติการขายประกันเหมาจ่ายตัวยอดนิยม iCare คุ้มครอง 5 กลุ่มโรคร้ายแรง มีผลวันที่ 31 มกราคมทันที เพราะเบี้ยประกันที่เก็บอยู่ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายจริง ดูได้จากอัตราส่วนค่าสินไหมทดแทนต่อเบี้ยประกัน (Loss Ratio) ของอุตสาหกรรมที่ปรับสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกิน 60% แล้ว และบางปี Loss Ratio สูงเกิน 100% ส่งผลให้ในปีที่ผ่านมา บริษัทประกันเริ่มเพิ่มความเข้มงวดในการเบิกค่ารักษาพยาบาลมากขึ้น รวมถึงการรักษาบางอย่างต้องมีการ Pre-approve ก่อนรักษาจริง เพื่อลดภาระค่ารักษาที่ไม่จำเป็นของประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย

ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะส่งผลกระทบต่อหุ้น Top 3 กลุ่มโรงพยาบาลที่มีสัดส่วนรายได้ของจากกลุ่มลูกค้าประกันสูง ทั้ง บมจ. กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) ที่มีสัดส่วนรายได้สูงถึง 38% ตามด้วย บมจ. บางกอกเชน ฮอสปิทอล (BCH) และ บมจ. โรงพยาบาล บำรุงราษฎร์ (BH) ที่มีสัดส่วนรายได้ที่ 25% และ 21% ตามลำดับ ส่งผลให้มีแรงขายกระจายตัวออกมา ฉุดราคาหุ้นปรับฐานทำจุดต่ำสุดในรอบหลายปีให้เห็น โดยเฉพาะ BDMS ที่ราคาร่วงแตะ 17.40 บาท ทำสถิติต่ำสุดในรอบ 4 ปี ส่วน BCH ราคาหล่นมาที่ 9.20 บาท ทำสถิติต่ำสุดในรอบเกือบ 10 ปี มียกเว้นแค่ BH ที่ราคาอ่อนตัวน้อยที่สุด เพราะยังยืนได้ที่ 136.50 บาท สูงกว่าราคาต่ำสุดในรอบ 1 ปีที่ทำไว้ 130 บาท     

อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ออกมาตอบข้อสงสัยของตลาด โดยยืนยันว่า ยังไม่พบสัญญาณว่าบริษัทอื่นจะดำเนินการในลักษณะเดียวกันเพิ่มเติม อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงรูปแบบประกันสุขภาพของทั้ง Krungthai-AXA และ AIA จะไม่ส่งผลย้อนหลังต่อผู้เอาประกันภัยเดิม กรมธรรม์ที่ทำสัญญาไปแล้วต้องเป็นไปตามเงื่อนไขเดิม บริษัทประกันไม่สามารถนำเงื่อนไขใหม่ไปบังคับใช้ได้

ขณะเดียวกัน บริษัทประกันทั้ง 2 ราย เตรียมนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่เปิดทางให้ผู้เอาประกันสามารถใช้สิทธิ์ได้เต็ม หากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเครือข่ายที่มีการตกลงต้นทุนล่วงหน้า แต่จะมี Co-payment หากเลือกใช้บริการนอกเครือข่าย ซึ่ง คปภ. เตรียมพิจารณาแผนประกันใหม่อย่างรอบคอบ ทั้งในมิติของความถูกต้องตามกฎหมาย ความเหมาะสมของอัตราเบี้ย และความชัดเจนในการเปิดเผยเงื่อนไข โดยเฉพาะการแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับโรงพยาบาลเครือข่ายและข้อจำกัดต่างๆ ให้ผู้เอาประกันรับทราบก่อนตัดสินใจซื้อ 

นอกจากนี้ คปภ. อาจพิจารณาความเป็นไปได้ในการปรับเพิ่มอัตราเบี้ยประกัน ควบคู่ไปกับการพิจารณาปรับโครงสร้างแบบประกัน เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และการรักษาเสถียรภาพของระบบประกันสุขภาพในระยะยาว 

ขณะที่ ศ. ดร. นพ. เฉลิม หาญพาณิชย์ อดีตนายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน 2 สมัย และประธานกรรมการบริหาร BCH ได้ออกมาชี้แจงว่า การยกเลิกการขายประกันภัยแบบเหมาจ่ายจะไม่ส่งผลกระทบกับโรงพยาบาลแต่อย่างใด เพราะบริษัทประกันภัยไม่สามารถยกเลิกกรมธรรม์ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายเดิมได้ ตราบใดที่ผู้เอาประกันยังคงชำระเบี้ยประกันตามสัญญา ส่วนการใช้ระบบ Co-payment เป็นเรื่องการบริหารจัดการความเสี่ยงและต้นทุนระหว่างบริษัทประกัน กับผู้ซื้อประกัน แบ่งเป็นประกันจ่ายส่วนหนึ่ง และคนไข้จ่ายส่วนหนึ่ง ซึ่งโดยปกติ สัดส่วนการจ่าย Co-payment ทั่วไปจะกำหนดให้ผู้เอาประกันร่วมจ่ายในอัตรา 30% หรืออาจสูงถึง 50% สำหรับกลุ่มที่เคลมบ่อย ทำให้รายได้ของโรงพยาบาลยังคงเท่าเดิม ไม่ว่าใครจะเป็นคนจ่ายก็ตาม








ส่วนนักวิเคราะห์หลักทรัพย์หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล อย่างกรุงศรี (KSS) หยวนต้า (YUANTA) และเคจีไอ (KGI) ทยอยออกบทวิเคราะห์ชี้แจงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า เป็นโอกาสในการสะสมหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล เพราะการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ Co-payment จะมีผลต่อกลุ่มลูกค้าใหม่เป็นหลัก ขณะที่ลูกค้าเดิมยังคงได้รับเงื่อนไขจากกรมธรรม์เหมาจ่ายเดิม นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ Co-payment จะทำให้เบี้ยประกันมีราคาถูกกว่าแบบเหมาจ่ายเดิมราว 20–50% จึงเป็นโอกาสเพิ่มการเข้าถึงระบบประกันในกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนของประชาขนมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยเพิ่มวินัยในการใช้สิทธิประกันควบคุมต้นทุนระบบสุขภาพ และสนับสนุนความยั่งยืนของอุตสาหกรรมในระยะยาว พร้อมเลือก BDMS เป็นหุ้นเด่นในกลุ่ม ด้วยเหตุผลของการมีเครือข่ายมากถึง 60 สาขา ทำให้เป็นพันธมิตรหลักในเครือข่ายประกันสุขภาพ ทำให้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้มานานกว่า 1-2 ปีแล้ว จนมีการนำระบบ BURT ซึ่งเป็นเทคโนโลยี AI เฉพาะของบริษัทฯ ที่ได้รับการยอมรับจากบริษัทประกัน มาใช้ตรวจสอบความเหมาะสมในการรักษา การวินิจฉัยโรค และระยะเวลานอนโรงพยาบาล ทำให้ยังสามารถรักษาสัดส่วนรายได้กลุ่มลูกค้าประกันได้สูงที่สุดต่อไป จึงน่าจะได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ Co-payment มากที่สุด

รองลงไปเป็นหุ้น BCH ที่สามารถออกแบบการรักษาที่เป็นแพ็คเกจ (medical packages) ให้สอดคล้องกับโครงสร้างการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ Co-payment แบบใหม่ได้ และยังมี upside หนุน ทั้งจากลูกค้ากลุ่มประกันสังคม และการฟื้นตัวของผู้ป่วยต่างชาติ โดยกลุ่มประกันสังคม มีโอกาสขยายฐานจำนวนผู้ประกันตนเพิ่ม รับการเปลี่ยนสถานพยาบาลประจำปี ทำให้สามารถรักษาความเป็นผู้นำตลาดประกันสังคมได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการได้ประโยชน์จากการปรับขึ้นค่าบริการทางการแพทย์ หรือการเพิ่มสิทธิประโยชน์อื่นๆ ของสำนักงานประกันสังคม หลังจากมีการปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินสมทบ ส่วนกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติ น่าจะฟื้นตัวดีขึ้น ทั้งจากการได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลในการส่งต่อผู้ป่วยจากรัฐบาลคูเวต และการส่งต่อผู้ป่วยชาวกัมพูชาไปรักษาที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล เวียงจันทน์ ทำให้ราคาหุ้นต่ำเกินปัจจัยพื้นฐานมากที่สุดในกลุ่มโรงพยาบาล

โดย KSS ให้ราคาเหมาะสมปี 2569 ของ BDMS ที่ 29 บาท และ BCH อยู่ที่ 15.80 บาท ส่วน KGI ให้มูลค่าพื้นฐานของ BDMS ที่ 24.50 บาท ส่วน BCH ให้ไว้ที่ 14 บาท ขณะที่ YUANTA ประเมินมูลค่าเหมาะสมของ BDMS ที่ 26.50 บาท ส่วน BCH ให้ที่ 13.40 บาท และยังสามารถคาดหวังเงินปันผลที่คาดว่าจะจ่ายสูงที่สุดในกลุ่มโรงพยาบาล ในอัตราประมาณ 4-5% ได้อีกด้วย





Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้