NER จัดประชุมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ย้ำเป้ารายได้ปี 2569 โตเพิ่ม 5.8% แตะ 3.2 หมื่นล้านบาท ก่อนโตแกร่งปี 2570 หลังโรงงานแห่งที่ 3 เปิดดำเนินการ 

1476 จำนวนผู้เข้าชม  | 

NER จัดประชุมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ย้ำเป้ารายได้ปี 2569 โตเพิ่ม 5.8% แตะ 3.2 หมื่นล้านบาท ก่อนโตแกร่งปี 2570 หลังโรงงานแห่งที่ 3 เปิดดำเนินการ 




นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยนายศักดิ์ชัย จงสถาพงษ์พันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานบัญชีและการเงิน นางสาวเกศนรี จองโชติศิริกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด และนางสาว ปาร์ย อรรถพิสาล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานพัฒนาความยั่งยืน บมจ. นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) จัดประชุมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ (Analst Meeting) ที่โรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์ พ้อยท์ ลุมพินี กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อชี้แจงผลดำเนินงานงวดปี 2568 พร้อมเปิดเผยแผนธุรกิจปี 2569 สรุปสาระสำคัญได้ว่า บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 เติบโตจากปี 2568 ราว 5.8% แตะ 32,000 ล้านบาท โดยคาดปริมาณขายที่ 5 แสนตัน และราคาขายเฉลี่ยไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 65 บาท สำหรับลูกค้าหลักยังเป็นจีน แต่จะมีการขยายตลาดอินเดียเพิ่ม ขานรับการที่อินเดียอาจปรับลดภาษีนำเข้ายางพาราประเภท STR mixture คาดเห็นความชัดเจนในเดือนเมษายนนี้ ซึ่งหากมีการปรับลดภาษีจริง จะทำให้สัดส่วนรายได้จากตลาดอินเดียเพิ่มจาก 5% เป็น 10%

ส่วนงบลงทุนปีนี้ ตั้งไว้ 2,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนก่อสร้างโรงงานยางแท่งแห่งที่ 3 ราว 1,900 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะใช้ในก่อสร้างโกดังใหม่ ทดแทนของเก่าที่ถูกไฟไหม้ อย่างไรก็ตาม โรงงานใหม่น่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ล่าช้าไป 1 ไตรมาส เป็นไตรมาสแรกปี 2570 เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการที่ผู้ค้ำประกันหุ้นกู้ยังไม่อนุมัติให้ลงทุน

สำหรับผลดำเนินงานปี 2568 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 1,884 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากปีก่อนหน้า แต่หากตัดรายการพิเศษจากกำไรของตราสารอนุพันธ์และอัตราแลกเปลี่ยน และการเคลมประกันอัคคีภัยออกไป จะมีกำไรปกติ 1,634 ล้านบาท ลดลง 2% จากปีก่อนหน้า ถูกกดดันจากทั้งต้นทุนดำเนินงานที่สูงขึ้นจากค่าใช้จ่ายการส่งออก และราคาขายที่อ่อนตัวตลอดครึ่งปีหลัง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับลดลงจาก 0.4% มาอยู่ที่ 9.7% ทั้งที่รายได้จากการขายจะเพิ่มขึ้น 10.2% มาอยู่ที่ 30,240 ล้านบาท ตามปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น 8.25% เป็น 475,430 ตัน

โอกาสนี้ บริษัทฯ พร้อมจ่ายปันผลสำหรับผลดำเนินงานงวดครึ่งปีหลัง ในอัตราหุ้นละ 0.26 บาท กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (วันขึ้น XD) 23 เมษายน และกำหนดจ่ายเงินวันที่ 7 พฤษภาคม ซึ่งหากคิดรวมเงินปันผลระหว่างกาลที่จ่ายก่อนหน้านี้ ในอัตราหุ้นละ 0.05 บาท ทำให้ทั้งปี บริษัทฯ จ่ายปันผลทั้งสิ้นในอัตรา 0.31 บาท คิดเป็นอัตราการจ่ายปันผลที่ 30% ของกำไรสุทธิ ซึ่งต่ำกว่าปีก่อนหน้า เนื่องจากจะนำกระแสเงินสดบางส่วนไปใช้ในการลงทุนก่อสร้างโรงงานยางแท่งแห่งที่ 3 รักษาศักยภาพของฐานะทางการเงินให้เข้มแข็งต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ความล่าช้าในการเปิดดำเนินการโรงงานแห่งที่ 3 และความผันผวนของราคายางพาราที่กระทบกับกำไรขั้นต้น ทำให้นักวิเคราะห์หุ้นกลุ่มยางพาราประเมินแนวโน้มกำไรปีนี้จะทำได้ใกล้เคียงกับปีก่อน ก่อนเติบโตแข็งแกร่งในปี 2570 ส่งผลให้ประเมินราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ 5.60 บาท    





Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้