1695 จำนวนผู้เข้าชม |
บมจ. อีสเทิร์น โพลีเมอร์ กรุ๊ป (EPG) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์โพลีเมอร์และพลาสติกแปรรูปชั้นนำของโลก เปิดเผยผลดำเนินงานงวดไตรมาส 3 รอบบัญชีปี 2568/69 (ต.ค.-ธ.ค. 2568) ว่า มีกำไรสุทธิเติบโตก้าวกระโดด 103% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) และเพิ่มขึ้น 6% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) มาอยู่ที่ 334 ล้านบาท ได้แรงหนุนจากการควบคุมต้นทุนวัตถุดิบ และค่าใช้จ่ายที่ดีขึ้น ผลักดันให้อัตรากำไรขั้นต้นเร่งตัวจาก 30.9% ในงวดไตรมาส 3 รอบบัญชีปี 2567/68 และ 32.6% ในงวดไตรมาส 3 รอบบัญชีปี 2568/69 ขึ้นมาอยู่ที่ 34.6% อีกทั้งการที่บริษัทฯ สามารถลดภาระดอกเบี้ยจ่ายได้ลดลง หนุนให้อัตรากำไรสุทธิดีดตัวจาก 4.8% ในงวดไตรมาส 3 รอบบัญชีปี 2567/68 และ 9.1% ในงวดไตรมาส 3 รอบบัญชีปี 2568/69 ขึ้นมาอยู่ที่ 10.0% ถึงแม้รายได้จากการขายจะชะลอตัว 1.9% YoY และลดลง 3.3% QoQ มาอยู่ที่ 3,323 ล้านบาท ถูกกดดันจากธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์และตกแต่งยานยนต์ ภายใต้แบรนด์ Aeroklas ที่ได้รับผลกระทบจากการฟื้นตัวที่ล่าช้าของอุตสาหกรรมยานยนต์ในไทยและออสเตรเลีย ฉุดให้รายได้ลดลง 12.4% YoY และ 10.1% QoQ เหลือ 1,497 ล้านบาท ทั้งที่รายได้จากธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติก ภายใต้แบรนด์ EPP จะเติบโตทั้ง 12.8% YoY และ 19.2% QoQ เป็น 785 ล้านบาท ส่วนธุรกิจฉนวนกันความร้อน/เย็น ภายใต้แบรนด์ Aeroflex จะเติบโต 5.9% YoY แต่ลดลง 6.4% QoQ จากผลกระทบของปัจจัยฤดูกาล มาอยู่ที่ 1,041 ล้านบาท ขณะที่ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้าเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวดีขึ้นเป็นลำดับ และสนับสนุนให้ผลดำเนินงานงวด 9 เดือนมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 67% จากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า เป็น 915 ล้านบาท ทั้งที่รายได้จากการขายจะชะลอตัว 4.5% มาอยู่ที่ 10,094 ล้านบาท
สำหรับแนวโน้มธุรกิจไตรมาสสุดท้ายงวดบัญชีปี 2568/69 (ม.ค.-มี.ค. 2569) ได้รับการชี้แจงจาก ดร. เฉลียว วิทูรปกรณ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร EPG ว่า น่าจะเห็นการฟื้นตัวของธุรกิจฉนวนกันความร้อน/เย็น โดดเด่นขึ้น ขานรับความต้องการฉนวนเกรดพรีเมียม รวมถึง Ultra Low Temperature Insulation และ Air Ducting System จากกลุ่มลูกค้าโครงการในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ คลาวด์ ดาต้า เซ็นเตอร์ และยานยนต์ ที่ยังเติบโตต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดอเมริกา ซึ่งมีโอกาสใหม่จากการลงทุนตามกระแส Reshoring รวมถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องในธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติก ตลอดจนการเดินหน้าปรับโครงสร้างต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์และตกแต่งยานยนต์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้พร้อมรองรับการฟื้นตัวของตลาดในระยะถัดไป
ประการสำคัญ การที่บริษัทฯ มุ่งมั่นสร้างการเติบโตให้เป็นไปตามแผนงาน พร้อมกับเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ตามกลยุทธ์ USE ที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และยกระดับประสิทธิผลการทำงาน ทำให้สามารถควบคุมอัตรากำไรขั้นต้นรอบบัญชีปี 2568/69 ได้สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ในกรอบ 30-33% ถึงแม้ต้นทุนวัตถุดิบในไตรมาสสุดท้ายงวดบัญชีปี 2568/69 มีแนวโน้มดีดตัวสูงขึ้น พร้อมกับรักษาระดับรายได้จากการขายที่ 13,800 ล้านบาท ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ก่อนจะเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต