TISCO เปิดโลกการลงทุนหุ้นกลุ่มเทค AI และกลุ่มไบโอเทค ประเดิมปี 2569 ย้ำภาพผู้นำด้านการบริหารความมั่งคั่งแบบองค์รวม

973 จำนวนผู้เข้าชม  | 

TISCO เปิดโลกการลงทุนหุ้นกลุ่มเทค AI และกลุ่มไบโอเทค ประเดิมปี 2569 ย้ำภาพผู้นำด้านการบริหารความมั่งคั่งแบบองค์รวม




บมจ. ธนาคารทิสโก้ (TISCO) เดินหน้าต่อยอดแนวคิด Friends for Well-Being สร้าง Ecosystem การวางแผนเกษียณแบบองค์รวม ครอบคลุมทั้งมิติการลงทุน การบริหารความเสี่ยงด้านสุขภาพ และคุณภาพชีวิตในระยะยาว ด้วยการจัดงานสัมมนา TISCO Exclusive Night ในหัวข้อ Beyond Wealth & Well-being 2026 โดยเชิญผู้บริหาร 4 กองทุนรวมระดับแนวหน้า ขึ้นเวทีฉายภาพเทรนด์เศรษฐกิจ และการลงทุนปี 2569 พร้อมเปิดมุมมองสุขภาพทั้งโรคหลอดเลือดสมอง หัวใจ และมะเร็งในเชิงลึก โดยอาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจาก 3 โรงพยาบาลชั้นนำ

งานสัมมนาครั้งนี้ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของธนาคารในการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ที่ก้าวข้ามการสร้างผลตอบแทนทางการเงิน ไปสู่การดูแลลูกค้าอย่างรอบด้านในยุคสังคมสูงวัย เพื่อก้าวเป็นผู้นำด้านการบริหารความมั่งคั่งแบบองค์รวม (Top Holistic Advisory) ที่สามารถให้คำแนะนำการลงทุน การวางแผนประกัน การวางแผนเกษียณ และการดูแลรักษาสุขภาพ ให้กับลูกค้าของธนาคาร ผ่านบทวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจและการลงทุนเชิงลึก ควบคู่กับการคัดสรรผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับลูกค้าในแต่ละช่วงชีวิต และองค์ความรู้ด้านสุขภาพจากผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์เฉพาะทางที่เป็นพันธมิตรของธนาคาร

ซึ่งงานเสวนาช่วง Beyond Opportunities : Investment Leaders’ Insights เพื่อฉายภาพการลงทุนในปี 2569 นี้ นายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. ยูโอบี ประเทศไทย (UOBAM) ให้มุมมองการลงทุนในตลาดหุ้นอเมริกาว่า ยังน่าลงทุน ถึงแม้ราคาหุ้นจะปรับขึ้นมาแล้ว 15-17% หนุนจาก 2 ปัจจัย คือ เศรษฐกิจอเมริกายังเติบโตต่อเนื่อง จากที่ขยายตัว 2.1% ในปีก่อน เพิ่มเป็น 2.2% ในปีนี้ ผลจากอัตราการว่างงานที่ลดลง การบริโภคดีขึ้น การใช้นโยบายการคลังและนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม อีกทั้งการลดดอกเบี้ยในครึ่งปีหลัง ยังจะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโตได้ต่อ ส่งผลให้บริษัทจดทะเบียนมีศักยภาพในการทำกำไรได้สูงขึ้นตามไปด้วย ประกอบกับการยกระดับการใช้เทคโนโลยี และ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนการผลิต ยังสนับสนุนให้กำไรบริษัทจดทะเบียนสามารถเติบโตต่อไปได้

ด้านนายธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บลจ. เอ็มเอฟซี (MFC) แนะนำให้ลงทุนตลาดหุ้นอินเดีย เพราะเป็นหนึ่งในประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในโลก จนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก แซงญี่ปุ่นแล้ว จากข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้าง ทั้งขนาดประชากรจำนวนมากและอยู่ในวัยทำงาน มีเศรษฐกิจที่พึ่งพาภายในประเทศ ทำให้มีการคาดหมายว่า เศรษฐกิจอินเดียปีนี้จะเติบโตสูงถึง 7.5% ประกอบกับตลาดหุ้นอินเดียมีคุณภาพและเสถียรภาพสูง มีอัตราผลตอบแทน (ROE) สูงถึง 16% มากกว่าตลาดหุ้นเวียดนาม และจีน ขณะที่ราคาหุ้นอยู่ในระดับที่น่าสนใจ ยังไม่เกินปัจจัยพื้นฐาน เมื่อเทียบกับตลาดจีน เวียดนาม และตลาดเกิดใหม่ โดยซื้อขายที่ P/E ระดับ 19 เท่า มายาวนานกว่า 20 ปี ทำให้น่าสนใจมากขึ้น

ส่วนนางสาวดารบุษป์ ปภาพจน์ กรรมการผู้จัดการ บลจ. อีสท์สปริง ประเทศไทย (Eastspring Thailand) เจาะลึกถึงแนวทางการลงทุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และ AI ว่า จะเปลี่ยนผ่านจากการฝึกฝน AI สู่การหาคำตอบจาก AI ทำให้เกิดการพัฒนาชิปแบบพิเศษ และเมมโมรี่เกรดพิเศษ ความเร็วสูง ที่สามารถส่งผ่านข้อมูลมหาศาลได้ในเวลาเพียงเสี้ยววินาที โดยกลุ่มผู้ผลิตชิปและฮาร์ดแวร์ จะเริ่มกระจายการลงทุนในชิพแบบพิเศษนี้ ขณะเดียวกัน AI จะนำไปสู่การสร้างรายได้รูปแบบใหม่ๆ ทำให้ AI ไม่จำกัดอยู่ในซอฟท์แวร์เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงกลุ่มอุตสาหกรรรม กลุ่มพลังงาน และแพลตฟอร์มทางการเงิน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดอีกต่อไป แลนด์สเคปของ AI จะขยายออกไปยังการลงทุนโครงข่ายพลังงาน ระบบระบายความร้อน ทำให้กลุ่ม Infra Tech จะเป็นหุ้นที่ถูกจับตามอง ส่วน Rising Star ที่มองเห็นตอนนี้คือ Agentic AI ที่มีความสามารถในการจัดการงานในองค์กร และสอนได้เหมือนมนุษย์

ขณะที่นายสาห์รัช ชัฏสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บลจ. ทิสโก้ (TISCOAM) ฉายภาพไปที่หุ้นกลุ่มไบโอเทค ที่เป็นซับเซคเตอร์ของกลุ่มเฮลท์แคร์ ธุรกิจหลักคือการวิจัยและทดลองยา เมื่อทดลองสำเร็จจะมีรายได้จากการขายสิทธิบัตรให้กับบริษัทยา ว่า กำลังกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากสิทธิบัตรยา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของบริษัทยารายใหญ่ของโลก กำลังจะทยอยหมดอายุใน 4 - 5 ปีข้างหน้านี้ จะทำให้ราคายาถูกลงอย่างมาก โดยเฉพาะยาที่ใช้รักษาโรคยาก เช่น โรคมะเร็ง ส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทยารายใหญ่ ทำให้ต้องไปแสวงหารายได้จากยาใหม่ๆ มาสร้างการเติบโต ผลักดันให้บริษัทยารายใหญ่หันมาซื้อกิจการ หรือควบรวมกิจการกันมากขึ้น ซึ่งเริ่มเห็นภาพดังกล่าวตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายปีที่ผ่านมาแล้ว ส่งผลให้ราคาหุ้นกลุ่มไบโอเทคปรับตัวสูงขึ้น

ยิ่งทิศทางดอกเบี้ยเป็นขาลง ยิ่งทำให้ต้นทุนการเงิน ทั้งที่เกิดจากการซื้อกิจการ หรือควบรวมกิจการ และการลงทุนเพื่อวิจัยและทดลองยาลดลงตามไปด้วย นอกจากนี้ การมาของ AI ยังจะสนับสนุนให้การวิจัยและทดลองยา ใช้เวลาเร็วขึ้นจาก 10 ปีเหลือเพียง 2 - 3 ปี ส่งผลให้หุ้นกลุ่มไบโอเทคมีความน่าสนใจมากขึ้น







สำหรับงานเสวนาช่วง The Future of NCD Care 3 อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ ศ. พญ. นิจศรี ชาญณรงค์ หัวหน้าศูนย์ประสาทศาสตร์ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท และโรคหลอดเลือดสมอง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมด้วย ศ. นพ.สุรเดช หงส์อิง รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศเซลล์บำบัดและยีนบำบัด คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และ รศ. นพ. ปรัญญา สากิยลักษณ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมทรวงอก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มีการแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการป้องกันและนวัตกรรมการรักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย สรุปได้ว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคหลอดเลือดสมอง เป็นโรคที่มีต้นทุนการรักษาสูง และพบมากในผู้สูงอายุคนไทย ทำให้การวางแผนสุขภาพ ควบคู่กับการวางแผนการเงิน เป็นปัจจัยสำคัญที่ควรวางแผนรับมือล่วงหน้า สำหรับการเกษียณในอนาคต

ภายในงาน ยังได้รับความร่วมมือจากองค์กรพันธมิตรในฐานะ Friends for Well-being ของธนาคาร อาทิ บมจ. โรงพยาบาลสมิติเวช (SVH) และ BDMS Wellness Clinic พร้อมด้วย BAUEN by SCG ร่วมมอบประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟให้ลูกค้าตลอดค่ำคืนอีกด้วย











Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้