1133 จำนวนผู้เข้าชม |
นายศรชัย สุเนต์ตา Deputy Head of High Net Worth and Affluent Banking บมจ. ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) หรือ SCB WEALTH เปิดเผยว่า หลังจาก SCB WEALTH มีการผนึกกำลังกับ BlackRock ผู้นำด้านการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) เบอร์หนึ่งของโลก มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ปี เพื่อนำเสนอโซลูชั่นการลงทุนคุณภาพที่ตอบโจทย์ทุกสภาวะตลาดให้กับนักลงทุนไทย ภายใต้ความมุ่งหวังที่จะยกระดับมาตรฐานการบริหารความมั่งคั่งไทยสู่ระดับสากล พร้อมกับสร้างโอกาสการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับนักลงทุนไทย และพบว่า นักลงทุนให้การตอบรับอย่างล้นหลาม ส่งผลให้มูลค่าสินทรัพย์ของ SCB WEALTH ภายใต้การบริหารของกองทุน BlackRock เพิ่มขึ้นกว่า 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเติบโตสูงถึง 220% และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องเป็น 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในไตรมาสแรกปี 2569 นี้ ขณะที่ธนาคารมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารโดยกองทุน BlackRock มากที่สุดในประเทศ ด้วยส่วนแบ่งตลาด 25% เทียบกับ 16% ในปี 2567 ถือเป็นบทพิสูจน์ความไว้วางใจที่นักลงทุนมีต่อผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และโซลูชันการลงทุนที่โดดเด่น สามารถตอบความต้องการของลูกค้าได้อย่างแม่นยำ
ความสำเร็จที่เกิดขึ้น เกิดจากการผนึกพลังระหว่างความเข้าใจลูกค้าอย่างถ่องแท้ ของ SCB WEALTH ผสานเข้ากับนวัตกรรมและความสามารถด้านการบริหารสินทรัพย์ระดับโลก (Global Expertise) ของ BlackRock จนเกิดโซลูชันที่แข็งแกร่งและตอบโจทย์ตลาดได้อย่างแม่นยำ ผ่านกองทุน SCB Global Multi Asset Core (SCBGMCORE) และเป็นกองทุนแรกของไทยที่ใช้นวัตกรรมกลยุทธ์ Liquid Alternatives เพื่อสร้างผลตอบแทนที่เป็นอิสระจากความผันผวนของตลาด โดยผู้จัดการกองทุนสามารถตัดสินใจปรับสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ได้ตั้งแต่ 0 -100% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวมให้สอดคล้องกับภาะตลาดได้ในแต่ละช่วงเวลา ส่งผลให้กองทุนมีผลดำเนินงานย้อนหลัง 1 ปี (คิดถึงวันที่ 31 มกราคมปีนี้) เพิ่มขึ้น 1.05% ขณะที่ผลดำเนินงาน 6 เดือนอยู่ที่ 5.38% และตั้งแต่จัดตั้งกองทุน เมื่อวันที่ 10 เมษายนปีก่อน อยู่ที่ 15.72%
นอกจากนี้ SCB WEALTH ได้ร่วมมือกับ BlackRock พัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบคลุมการลงทุนในทุกมิติ อย่างกองทุน SCBGMLITE(A) ซึ่งเป็นกองทุนที่จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับกองทุน SCBGMCORE แต่เหมาะสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อยกว่า หรือกองทุน SCBUSFOCUS(A) เน้นโอกาสเติบโตในหุ้นสหรัฐฯ ที่สอดคล้องกับหลักการลงทุนอย่างยั่งยืน รวมถึงกองทุน SCBABSAP(A) ที่มุ่งเน้นการบริหารความเสี่ยงและการใช้กลยุทธ์ทางการเงินที่ซับซ้อน เพื่อรักษาอัตราผลตอบแทนให้สม่ำเสมอ
สำหรับปีนี้ SCB WEALTH และ BlackRock พร้อมขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ไปอีกขั้น เพื่อสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่ครอบคลุมทุกมิติ ยกระดับประสบการณ์และสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนให้แก่นักลงทุน ผ่าน 3 ภารกิจสำคัญ คือ การพัฒนา Capital Market Assumption (CMA) เฉพาะสำหรับประเทศไทย ควบคู่ไปกับการยกระดับการให้คำปรึกษาผ่านการร่วมสร้าง Tactical Asset Allocation (TAA) ในระดับสากล เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ที่แม่นยำสำหรับการวางแผนการลงทุนระยะยาว ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการเฟ้นหาโอกาสสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha) ให้กับพอร์ตโฟลิโอของลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกับสร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะตัวของนักลงทุนไทย โดยเฉพาะ ความร่วมมือในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาบริการทางการเงิน แต่เป็นการมุ่งสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อยกระดับประสบการณ์และสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนให้แก่นักลงทุน
พร้อมกันนี้ ทั้ง 2 องค์กรจะเดินหน้าความร่วมมือยกระดับมาตรฐานงานวิจัยผ่านกลยุทธ์ Co-Create Research ที่ผสานความเชี่ยวชาญระดับโลกเข้ากับความเข้าใจตลาดท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง ผ่านการระดมสมองและแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงกลยุทธ์ต่อสินทรัพย์ทั่วโลกอย่างเป็นระบบ เพื่อส่งมอบบทวิเคราะห์เชิงลึกที่ลึกซึ้งและแม่นยำในทุกมิติ มุ่งเน้นไปที่การจัดสรรสินทรัพย์เชิงรุก (Tactical Asset Allocation) ให้เท่าทันสถานการณ์โลก พร้อมเจาะลึกสินทรัพย์ไทยด้วยมุมมองที่ครอบคลุม ทั้งเศรษฐกิจมหภาค นโยบายทางการเงิน และการบริหารความเสี่ยง รวมถึงการสานต่อโครงการ SCB WEALTH XCELERATE เอกสิทธิ์พิเศษเฉพาะลูกค้า SCB WEALTH ที่เป็นกลุ่ม Next Generation เพื่อเปิดประสบการณ์โลกการเงินระดับสากล ผ่านการเรียนรู้โดยตรงจากทีมผู้เชี่ยวชาญของ BlackRock ในต่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างวิสัยทัศน์การลงทุนที่ไร้พรมแดน พร้อมขับเคลื่อนพอร์ตโฟลิโอและความมั่งคั่งให้เติบโตอย่างยั่งยืนสู่อนาคต