848 จำนวนผู้เข้าชม |
นายปิยะดิษฐ์ อัศวศิริสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ซีวิล เอนจีเนียริง (CIVIL) หนึ่งในผู้นำรับเหมาก่อสร้างครบวงจรชั้นนำ เปิดเผยว่า บริษัทฯ เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทจดทะเบียน (โครงการ JUMP+) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อยกระดับศักยภาพการดำเนินธุรกิจ ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของการดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพ และต่อยอดขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างเป็นระบบ ตามกลยุทธ์ CIVIL FAST ที่วางไว้ เพื่อยกระดับกำไรที่เป็นเงินสด (EBITDA) เพิ่ม 40% แตะระดับ 400–430 ล้านบาท ในปี 2571 ควบคู่กับการยึดหลักธรรมาภิบาล และการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมส่งมอบผลตอบแทนที่เหมาะสมให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาว
โดยแผนธุรกิจ บริษัทฯ จะยังคงเดินหน้าเข้าร่วมพัฒนางานโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างรายได้ระยะยาว เสริมด้วยงานด้านระบบบริหารจัดการน้ำ เพื่อกระจายความเสี่ยงในการรับงาน ลดความผันผวนของธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับการวางระบบบริหารต้นทุนอย่างเป็นระบบ และควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างรัดกุม และใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารความเสี่ยง และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินโครงการ ช่วยให้สามารถส่งมอบงานได้ตามแผน เสริมสร้างความสามารถในการทำกำไรอย่างยั่งยืน
ส่วนแผนด้านธรรมาภิบาล พร้อมยกระดับการกำกับดูแลกิจการ โดยมุ่งเน้นการต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชัน การพัฒนาระบบการแจ้งเบาะแส (Whistleblowing) และยกระดับโครงสร้างการบริหารบุคลากร เสริมสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้เสีย โดยตั้งเป้าเข้าสู่การรับรองแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) ในปี 2571
ขณะที่แผนด้านสภาพภูมิอากาศ เตรียมจัดทำบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ครอบคลุม Scope 1 และ Scope 2 ให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ และมีการทวนสอบจากหน่วยงานอิสระภายนอก เป็นประจำทุกปี เพื่อยืนยันความถูกต้อง โปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้เสีย กำหนดเปิดเผยข้อมูลบางส่วนในปี 2570 และเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วน ในปี 2571
สำหรับผลดำเนินงานปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้รวม 4,899 ล้านบาท ลดลง 1% จากปีก่อนหน้า ถูกกดดันจากการชะลอรับรู้รายได้ในหลายโครงการ ทั้งโครงการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แผ่นดินไหวในเดือนมีนาคม กับการชะลอลงนามสัญญาใหม่ ถึงแม้บริษัทฯ จะปรับกลยุทธ์มารับงานโครงการขนาดเล็กที่รับรู้รายได้ได้เร็ว สร้างรายได้เพิ่ม 100 ล้านบาท แต่ก็ช่วยให้รายได้รวมประคองตัวใกล้เคียงปีก่อน
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการปรับงบประมาณโครงการกลุ่มงานรถไฟ ซึ่งมีการขยายระยะเวลาก่อสร้างออกไป กลับมีผลให้ต้นทุนทางอ้อมปรับเพิ่มขึ้น รวมถึงการมีค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 23% หลักๆ จากการเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการของกลุ่มบริษัทฯ กับค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการเตรียมความพร้อมของโรงงานผลิต Segment ก่อนเริ่มผลิตในไตรมาสสุดท้ายของปี และมีผลขาดทุนด้านเครดิตตามมาตรฐานทางการเงินอีก 13 ล้านบาท ส่งผลให้ยังคงขาดทุนสุทธิ 29 ล้านบาท แต่ดีขึ้น 125% จากปีก่อนหน้า แต่หากไม่มีการปรับงบประมาณโครงการกลุ่มงานรถไฟ บริษัทฯ จะมีกําไรสุทธิ 102 ล้านบาท และมี EBITDA ที่ 286 ล้านบาท