1039 จำนวนผู้เข้าชม |
บมจ. ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ ปตท.สผ. (PTTEP) เปิดเผยผลดำเนินงานงวดไตรมาสแรกปี 2569 มีรายได้จากการขาย 7.61 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.9% จากไตรมาสแรกปีก่อน (YoY) และ 8.1% จากไตรมาสสุดท้ายปีก่อน (QoQ) ได้แรงหนุนจากทั้งปริมาณขายปิโตรเลียมเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น 14.3% YoY และ 2.6% QoQ เป็นวันละ 5.53 แสนบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ และราคาขายเฉลี่ย (ASP) ที่เพิ่มขึ้น 0.6% YoY และ 8.2% QoQ มาอยู่ที่ 46.02 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2567 ขณะที่ต้นทุนการผลิตปรับลดลง 9.1% YoY และ 13.1% QoQ เป็น 27.97 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ สะท้อนถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายที่ลดลง และการประหยัดต่อขนาดจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม แรงกดดันจากผลขาดทุนจากสัญญาประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน ราว 8.5 พันล้านบาท เนื่องจากราคาน้ำมันล่วงหน้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลง 28.5% YoY และ 32.4% QoQ มาอยู่ที่ 1.18 หมื่นล้านบาท สูงกว่าตลาดคาด แต่หากตัดรายการดังกล่าวออกไป กำไรจากการดำเนินงานปกติปรับตัวดีขึ้น 19.6% YoY และ 23.8% QoQ มาอยู่ที่ 1.99 หมื่นล้านบาท และได้นำส่งรายได้ให้กับรัฐในรูปของภาษีเงินได้ ค่าภาคหลวง ส่วนแบ่งผลประโยชน์อื่นๆ รวมกันกว่า 7,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นทั้ง YoY และ QoQ
โอกาสนี้ นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PTTEP ชี้แจงเพิ่มเติมด้วยว่า ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เพิ่มกำลังผลิตก๊าซธรรมชาติเต็มศักยภาพ เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานโลก สำหรับประชาชนและภาคอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะการผลิตปิโตรเลียมจากโครงการในประเทศเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 2,720 ล้านลูกบาศก์ฟุต รวมถึงโครงการใหม่ที่เข้าร่วมลงทุนในปีก่อน ทั้งโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เอ 18 โครงการแอลจีเรีย ทูอัท และโครงการมาเลเซีย เอสเค 408 ส่งผลให้มีการเลื่อนแผนปิดซ่อมบำรุงโครงการก๊าซในอ่าวไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากไตรมาสแรกออกไปเป็นไตรมาสถัดไป และจะยังคงให้ความสำคัญกับการเพิ่มปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าและความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย พร้อมกับช่วยต่อยอดและขับเคลื่อนห่วงโซ่คุณค่าทางเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย เนื่องจากก๊าซธรรมชาติถือเป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่สำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น พลาสติก วัสดุสังเคราะห์ เส้นใยสังเคราะห์ บรรจุภัณฑ์ ปุ๋ย วัสดุก่อสร้าง และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้ยังคงเป้าหมายปริมาณขายปิโตรเลียมเฉลี่ยทั้งปีที่วันละ 5.60 แสนบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบตามเดิม และควบคุมต้นทุนการผลิตเฉลี่ยทั้งปีให้ได้ใกล้เคียง 30 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ


สำหรับความคืบหน้าของการดำเนินงานในต่างประเทศ บริษัทฯ ตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย เพื่อเริ่มการพัฒนาแหล่งซีรุง และแหล่งเชนด้า ในโครงการมาเลเซีย เอสเค 405 บี นับเป็นโครงการแรกในประเทศมาเลเซียซึ่งบริษัทผลักดันเข้าสู่ระยะพัฒนา (Development phase) หลังจากที่ได้สำรวจพบแหล่งปิโตรเลียมหลายแหล่ง คาดว่าจะเริ่มผลิตน้ำมันดิบได้ในปี 2571 ด้วยอัตราการผลิตวันละประมาณ 15,000 บาร์เรล พร้อมสร้างการเติบโตในระยะยาว
ด้านการดำเนินงานเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูท้องทะเล ภายใต้แนวคิดทะเลเพื่อชีวิต (Ocean for Life) นั้น บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดสร้างลานประติมากรรมใต้ทะเล Ocean for Life เพื่อเป็นแหล่งปะการังเทียมและจุดดำน้ำแห่งใหม่ที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประกอบด้วยประติมากรรมรูปสัตว์ทะเลหายาก จำนวน 9 ชิ้น และปะการังเทียมรูปแบบอื่น ๆ รวมทั้งหมด 93 ชิ้น บนพื้นที่กว่า 10,000 ตารางเมตร ลานประติมากรรมใต้ทะเลดังกล่าว นอกจากจะช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและเพิ่มความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และสร้างรายได้แก่ชุมชนท้องถิ่นอีกด้วย