1172 จำนวนผู้เข้าชม |
นายประวิทย์ ศรีแสงนาม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เจริญอุตสาหกรรม (CH) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลไม้และอาหารแปรรูป ได้แก่ ผลไม้อบแห้ง ปลากระป๋อง และขนมเพื่อสุขภาพ เปิดเผยแผนธุรกิจในไตรมาส 2 ปี 2569 ว่า ยังคงให้ความสําคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความสามารถการทำกำไรรับมือการแข่งขันที่สูงขึ้น ควบคู่กับการบริหารสภาพคล่อง เงินทุนหมุนเวียน และควบคุมความเสี่ยงทางการเงินอย่างรอบคอบ เพื่อรองรับความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจในระยะต่อไป ขณะเดียวกัน บริษัทฯ จะปรับกลยุทธ์การขายและการตลาดให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น สอดคล้องกับโครงสร้างต้นทุนและภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงเพิ่มสัดส่วนสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม (Value-added) และมองหาตลาดใหม่ๆ เพื่อผลักดันการเติบโตในระยะยาว
สําหรับแนวโน้มผลดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปี น่าจะเห็นการฟื้นตัวดีขึ้นเป็นลำดับ เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก ตามปัจจัยฤดูกาลของธุรกิจ รวมถึงผลสําเร็จจากการควบคุมต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ได้ผลมากขึ้น โดยการฟื้นตัวจะเห็นภาพชัดเจนในครึ่งปีหลัง ในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ นำโดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ผลไม้อบแห้ง ที่ยังมองเห็นโอกาสเติบโตจากตลาดในประเทศ ซึ่งความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะมะม่วงอบแห้ง ขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์ปลากระป๋อง มีแนวโน้มเติบโตดีในทุกตลาด โดยตลาดต่างประเทศ มีผลจากการรักษามาตรฐานคุณภาพสินค้าและมาตรฐานความปลอดภัยได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ลูกค้าให้ความไว้วางใจ และส่งคำสั่งซื้อใหม่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในตลาดสหภาพยุโรปและอเมริกา ส่วนตลาดในประเทศ ได้แรงหนุนจากการปรับโครงสร้างช่องทางจำหน่าย มาเน้น Modern Trade และ E-commerce มากขึ้น เช่นเดียวกับกลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมเพื่อสุขภาพ ที่ยังมีแนวโน้มเติบโตดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มผลไม้อบแห้งชุบช็อกโกแลต และผลิตภัณฑ์ในกลุ่มขนมเพื่อสุขภาพ ที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ ทั้งในและต่างประเทศ ผลจากการขยายช่องทางจำหน่ายสมัยใหม่ ช่วยสนับสนุนการรับรู้แบรนด์และการเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างมากขึ้น
ขณะที่ผลดำเนินงานไตรมาสแรก CH พลิกจากมีกําไรสุทธิ 13.08 ล้านบาท ในไตรมาสแรกปีก่อน เป็นขาดทุนสุทธิ 0.13 ล้านบาท สาเหตุจากธุรกิจได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย ทั้งสงครามราคา วัตถุดิบขาดแคลน สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้า และช่วง Low Season กดดันให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลง แต่ฟื้นตัวดีขึ้นจากไตรมาสสุดท้ายปีก่อน ที่มีผลขาดทุนสุทธิ 23.28 ล้านบาท ผลจากบริษัทฯ สามารถรักษาระดับคำสั่งซื้อจากตลาดทั้งในและต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง และควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้มีประสิทธิภาพ ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น