44 จำนวนผู้เข้าชม |
นางสาวปิยจิต รักอริยะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เซ็ปเป้ (SAPPE) เปิดเผยแนวโน้มผลดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 ว่า น่าจะเติบโตดีขึ้นจากไตรมาสแรก ผลจากการเติบโตของตลาดต่างประเทศ ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลขาย (High Season) ของธุรกิจเครื่องดื่ม และการมุ่งเน้นขยายฐานตลาดเดิมที่แข็งแรง ควบคู่กับการเปิดตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีประชากรรุ่นใหม่จำนวนมาก ซึ่งเป็นกลุ่มที่เปิดรับผลิตภัณฑ์ที่มีความแปลกใหม่ โดยใช้ Mogu Mogu เป็นแบรนด์เรือธงสร้างการเติบโต ก่อนขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคแต่ละพื้นที่ ภายใต้แผนขับเคลื่อนการเติบโตผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ การขยายช่องทางจำหน่าย การสร้างแบรนด์ให้แข็งแรงในระดับท้องถิ่น และการพัฒนาแคมเปญระดับโลก (Global Campaign) ที่สามารถสื่อสารได้ในหลายประเทศ ควบคู่ไปกับการสร้าง Supply Chain ที่มีประสิทธิภาพ และประสานงานอย่างใกล้ชิดกับคู่ค้าในแต่ละประเทศ เพื่อบริหารความเสี่ยงเชิงรุก ทั้งด้านตลาด โลจิสติกส์ ต้นทุน รับมือความผันผวนของเศรษฐกิจโลก รวมทั้งปรับแผนธุรกิจให้ยืดหยุ่น สามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้อย่างมั่นคง หนุนรายได้เติบโตเป็นเลข 2 หลัก (Double Digit) ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
ประการสําคัญ บริษัทฯ จะเดินหน้าขยายการลงทุนด้านแบรนด์ การตลาด และการสร้างประสบการณ์ผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับแบรนด์ Mogu Mogu ให้ก้าวเป็น Global Brand ที่อยู่ในใจผู้บริโภคทั่วโลก และสร้างการเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์นวัตกรรมแบรนด์อื่นๆ กับผู้บริโภครุ่นใหม่ ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
สำหรับผลดำเนินงานไตรมาสแรก บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 183 ล้านบาท ลดลง 18% จากไตรมาสแรกปีก่อน ถูกกดดันจากอัตรากำไรที่ลดลง จาก 19.34% ในไตรมาสแรกปีก่อน เหลือ 14.59% สาเหตุจากทั้งเงินบาทแข็งค่า และการทำกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นยอดขาย โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งบริษัทฯ คาดหวังว่าจะเป็นตัวช่วยผลักดันการเติบโตปีนี้ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายเพิ่มขึ้น ทั้งที่รายได้จากการขายจะเพิ่มขึ้น 13% มาอยู่ที่ 1,292 ล้านบาท ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวแรงในตลาดยุโรปและอเมริกา หลังจากปัญหาเฉพาะตัวคลี่คลาย ขณะที่ตลาดเอเชียยังเติบโตตามเป้าหมาย แม้จะมีปัญหาในบางตลาด เช่น เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย ช่วยชดเชยรายได้ที่อ่อนแอในตลาดตะวันออกกลาง (จากสถานการณ์สงครามปลายไตรมาส) และตลาดภายในประเทศ (ผลของราคามะพร้าวที่ลดลง) ได้เป็นอย่างดี