1262 จำนวนผู้เข้าชม |
นางสาวณภัทร โมรินทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เจ้าสัว ฟู้ดส์ อินดัสทรี (CHAO) เปิดเผยทิศทางธุรกิจในระยะถัดไปว่า จะให้ความสำคัญกับการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและบริหารต้นทุน ผ่านการลดของเสียในกระบวนการผลิต เพิ่มระบบอัตโนมัติในสายการผลิต การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ และจัดหาแหล่งวัตถุดิบเพิ่มเติม เพื่อรักษาอัตรากำไรให้อยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมกับมุ่งขยายฐานลูกค้าและช่องทางจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันรายได้ทั้งปี 2569 เพิ่มขึ้น 10-15% จากปีก่อน และต่อยอดการเติบโตของรายได้และกำไรอย่างยั่งยืนในระยะยาว เน้นไปที่กลุ่มผลิตภัณฑ์ทางเลือกเพื่อสุขภาพ (Better-for-You Snack) ครอบคลุม 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ ข้าวตัง (Rice Cracker) ขนมขบเคี้ยวแปรรูปธัญพืช (Cereal Cracker) และขนมขบเคี้ยวแปรรูปจากเนื้อสัตว์ (Meat Snack)
โดยกลยุทธ์ภายในประเทศ จะขับเคลื่อนการเติบโตด้วยการทำการตลาดเชิงรุก เพื่อเสริมสร้างการรับรู้แบรนด์ และกระตุ้นการเข้าถึงผู้บริโภคในทุกช่องทาง โดยช่วงต้นปีจะใช้ผลิตภัณฑ์ข้าวตังหน้าล้นเป็นสินค้าเรือธง ผลักดันการการเติบโตของกลุ่ม Rice Cracker และช่วงกลางปี จะมีแคมเปญหมูแท่ง เร่งการเติบโตของกลุ่ม Meat Snack รวมถึงการผลักดันกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปให้ขยายการเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น ผ่านช่องทางร้านสะดวกซื้อ และขยายช่องทางจำหน่ายในกลุ่มร้านค้าดั้งเดิมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความครอบคลุมของการจำหน่ายในประเทศ ตลอดจนใช้ช่องทางออนไลน์เพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่ สร้างโอกาสการเติบโตที่หลากหลายขึ้น สำหรับตลาดต่างประเทศ จะเดินหน้าขยายฐานรายได้อย่างต่อเนื่อง ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในตลาดหลักอย่างจีน และอเมริกา ควบคู่กับการขยายตลาดใหม่ๆ ที่ได้แรงขับเคลื่อนจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาเลือกสินค้าที่มีคุณค่าเพิ่ม เช่น ขนมจากการแปรรูปเนื้อสัตว์และขนมเพื่อสุขภาพ รวมถึงความต้องการอาหารว่างที่สะดวกและพร้อมรับประทาน ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ
สำหรับผลดำเนินงานไตรมาสแรก ปี 2569 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 17.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53.1% จากไตรมาสแรกปีก่อน ผลจากการลดลงของต้นทุนวัตถุดิบ โดยเฉพาะราคาสุกรซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก และการปรับกลยุทธ์การจำหน่ายในกลุ่มร้านค้าดั้งเดิม จากที่จำหน่ายผ่านตัวแทนมาเป็นบริษัทฯ จำหน่ายโดยตรง ช่วยเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น ประกอบกับการบริหารต้นทุนเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตภายในโรงงานและการลดของเสียในกระบวนการผลิต ร่วมกับการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่มีประสิทธิภาพ หนุนให้อัตรากำไรสุทธิปรับเพิ่มขึ้นจาก 2.5% เป็น 6.0% ทั้งที่รายได้จะลดลง 9.3% มาอยู่ที่ 293.1 ล้านบาท ตามปัจจัยฤดูกาล