1327 จำนวนผู้เข้าชม |
บมจ. ยูโร ครีเอชั่นส์ (EURO) ผู้นำธุรกิจ Luxury Lifestyle and Wellness Living Solutions ผ่านผลิตภัณฑ์และแบรนด์ระดับโลกของไทย ประกาศผลดำเนินงานงวดไตรมาส 2 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 41.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.3% จากไตรมาส 2 ปีก่อน (YoY) ตามรายได้จากการขายและบริการที่เพิ่มขึ้น 8.2% YoY เป็น 383.33 ล้านบาท ทั้งจากกลุ่มลูกค้าธุรกิจองค์กร (B2B) และกลุ่มลูกค้าทั่วไป (B2C) ที่มีอัตรากำไรสูงกว่ากลุ่มลูกค้าธุรกิจ (B2B) หนุนให้อัตรากำไรขั้นต้นสูงขึ้นจาก 48.44% เป็น 48.76% พร้อมกับหนุนให้ผลดำเนินงานครึ่งปีแรกเติบโตตามไปด้วย โดยกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 26.9% จากครึ่งแรกปีก่อน มาอยู่ที่ 87.5 ล้านบาท ตามรายได้จากการขายและบริการที่เพิ่มขึ้น 12.6% เป็น 749.4 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรสุทธิปรับเพิ่มจาก 48.61% เป็น 49.68% สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการบริหาร Product Mix การกําหนดราคาขาย การบริหารส่วนลด และต้นทุนสินค้า ควบคู่กับการขยายรายได้จากกลุ่มลูกค้า B2C และ B2B ภายใต้กลยุทธ์ Luxury Lifestyle and Wellness Living Solutions โดยบริษัทฯ ยังคงมุ่งสร้างการเติบโตจากฐานลูกค้าระดับบน พร้อมกับเพิ่มโอกาสทางธุรกิจจากงานโครงการและการขายสินค้าในหลากหลายหมวดให้แก่ลูกค้ารายเดิม
โอกาสนี้ นายเควิน กัมบีร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร EURO ออกมาคาดหมายแนวโนมธุรกิจครึ่งปีหลังด้วยว่า ยังคงเป้าหมายการเติบโตของรายได้จากการขายและบริการทั้งปี ที่ 10–15% ตามแผนเดิม ได้แรงสนับสนุนจากการทยอยรับรู้รายได้จากยอดขายรอส่งมอบ (Sales Order Outstanding) มูลค่ารวม 1,716 ล้านบาท ฐานรายได้จากกลุ่มลูกค้า B2C และ B2B ที่ยังคงแข็งแกร่ง ตลอดจนการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์และแบรนด์ระดับโลก สร้างโอกาสทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน การเปิดโชว์รูม Euro Creations T3 เฟสแรก ในปลายปีนี้ ยังจะเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนา Euro Creations สู่การเป็น Luxury & Wellness Destination ที่รวบรวมผลิตภัณฑ์และโซลูชันด้าน Luxury Living & Aesthetic Excellence, Technology & Smart Living และ Wellness & Health ไว้ในพื้นที่เดียวกัน เพิ่มความหลากหลายของสินค้าและบริการ ยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
สำหรับแผนซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน ที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม จนถึงวันที่ 14 สิงหาคม บริษัทฯ สามารถปิดโครงการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยใช้เงินรวม 8.46 ล้านบาท ซื้อหุ้นคืนจำนวน 1.82 ล้านหุ้น คิดเป็น 0.60% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด จากกรอบวงเงินสูงสุดที่ได้รับอนุมัติไม่เกิน 25 ล้านบาท และจำนวนหุ้นซื้อคืนไม่เกิน 5 ล้านหุ้น หรือไม่เกิน 1.64% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด