66 จำนวนผู้เข้าชม |
นายศิวพงศ์ บุญสาลี กรรมการผู้จัดการ บมจ. ศักดิ์สยามลิสซิ่ง (SAK) ผู้ให้บริการสินเชื่อรายย่อยแบรนด์ศักดิ์สยามลิสซิ่ง เปิดเผยแผนดำเนินงานครึ่งหลังปี 2569 ว่า จะให้ความสำคัญกับการบริหารพอร์ตสินเชื่ออย่างรอบคอบ เน้นอนุมัติตามความจำเป็นที่แท้จริง แทนการขยายวงเงินเพิ่ม เพื่อปรับตัวให้สอดรับกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีแรงกดดันจากปัจจัยภายในและภายนอก รวมถึงพฤติกรรมของเกษตรกรที่ชะลอการลงทุน และเน้นรักษาสภาพคล่องทางการเงิน โดยมุ่งขยายพอร์ตสินเชื่อกลุ่มที่มีหลักประกันมั่นคง และความเสี่ยงต่ำ ได้แก่ สินเชื่อทะเบียนรถ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเกษตรกรที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียน และสินเชื่อที่ดิน ที่ยังคงเป็นสินทรัพย์ค้ำประกันที่มีมูลค่าและสภาพคล่องในการบริหารความเสี่ยงที่ดี ตามยุทธศาสตร์ผู้นำสินเชื่อเพื่อสังคม ที่พร้อมเคียงข้างเกษตรกรและประชาชนรากฐาน โดยตั้งเป้าขยายพอร์ตสินเชื่อทั้งปีเติบโตจากปีก่อน 8-10% ขึ้นมาแตะ 15,500-16,000 ล้านบาท ตามเดิม
สำหรับผลดำเนินงานงวดไตรมาส 2 ที่ผ่านมา บริษัทฯ รายงานกำไรสุทธิ 225 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.4% จากไตรมาส 2 ปีก่อน ได้แรงหนุนจากความต้องการเงินทุนหมุนเวียนในภาคเกษตรที่สูงขึ้นตามฤดูกาลเพาะปลูก ทำให้สินเชื่อทะเบียนรถเพื่อการเกษตร และสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน เติบโตแข็งแกร่ง รวมถึงการที่เกษตรกรบางรายหันมาให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนพลังงานและการบริหารจัดการน้ำ ผลักดันให้สินเชื่อโซลาร์ปั๊ม (Solar Pump) และสินเชื่อโซลาร์ รูฟท็อป เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับการขยายสาขาเพิ่มอีก 35 สาขา เป็น 1,114 สาขา ครอบคลุม 48 จังหวัด ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น ส่งผลให้พอร์ตสินเชื่อขยายตัวสู่ระดับ 14,877 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน การนำระบบคัดกรองลูกค้า (Credit Scoring) ที่มีความแม่นยำสูง มาใช้ประเมินความสามารถในการชำระหนี้และหลักประกันอย่างละเอียด ควบคู่กับการติดตามพอร์ตสินเชื่ออย่างใกล้ชิด ยังช่วยให้สามารถควบคุมคุณภาพหนี้ได้ดข้น โดยเฉพาะสินเชื่อค้างชำระ 1-3 เดือน (Stage 2) ที่ลดลงจาก 4.47% เหลือ 3.90% ทำให้ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ปรับลดลง 28% เหลือ 44.9 ล้านบาท ขณะที่หนี้ด้อยคุณภาพโดยรวมยังประคองตัวในระดับ 2.75% หนุนให้รายได้รวมเพิ่มขึ้น 2.7% มาที่ 883 ล้านบาท พร้อมกับผลักดันให้กำไรสุทธิครึ่งปีแรกเติบโต 3.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เป็น 454 ล้านบาท ทั้งที่รายได้รวมจะทรงตัวที่ 1,686 ล้านบาท