DEXON ยื่นไฟลิ่งเตรียมขาย IPO 123.18 ล้านหุ้น เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ mai

2379 จำนวนผู้เข้าชม  | 

DEXON ยื่นไฟลิ่งเตรียมขาย IPO 123.18 ล้านหุ้น เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ mai

นางมัลลิกา แก่กล้า ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เด็กซ์ซอน เทคโนโลยี (DEXON) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) และร่างหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 123.18 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 25.85% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ ที่ราคาพาร์หุ้นละ 0.50 สตางค์ เพื่อเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ (mai) โดยมี บมจ. หลักทรัพย์ฟิลลิป ประเทศไทย (PLS) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

ทั้งนี้ DEXON ทำธุรกิจให้บริการตรวจสอบทางวิศวกรรม และสร้างนวัตกรรมทางเทคโนโลยีสำหรับตรวจสอบโครงสร้างและอุปกรณ์การผลิตในอุตสาหกรรมด้านพลังงาน ปิโตรเคมี กลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้าง โรงไฟฟ้า และอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่มีจุดแข็งเรื่องความชำนาญในธุรกิจ มีทีมวิศวกรที่มีประสบการณ์ มีการบริการด้วยมาตรฐานทางเทคโนโลยี เครื่องมือที่ทันสมัยที่บริษัทฯ พัฒนาขึ้นมาเองและได้รับการยอมรับในระดับสากล พิสูจน์ได้จากการได้ใบรับรองตามมาตรฐานต่างๆ ระดับสากลจากหลายสถาบัน 

สำหรับรูปแบบการให้บริการตามโครงสร้าง แบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท คือ การให้บริการตรวจสอบโดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูง (Advance Inspection Technology) การให้บริการตรวจสอบโดยใช้เทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน (Conventional Inspection Technology) การให้บริการฝึกอบรมด้านการตรวจสอบ (Training Services) และการให้บริการออกแบบทางด้านวิศวกรรม ประกอบ ติดตั้งและซ่อมบำรุง (Engineering design, Assembly, Installation and Maintenance Service)

 



นอกจากนี้ DEXON ยังมีเป้าหมายในการเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจ เพื่อขยายการให้บริการและตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าแบบครบวงจรได้อย่างครอบคลุม ผ่านบริษัทย่อย 4 แห่ง ได้แก่

บริษัท เด็กซ์ซอน เทคโนโลยี พีทีอี ลิมิเต็ด (DTS) ให้บริการลูกค้าในประเทศสิงคโปร์และประเทศข้างเคียง

บริษัท เด็กซ์ซอน เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์ (DTC) ให้บริการการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมและยกระดับความรู้ความสามารถแก่บุคลากรทั้งภายในและภายนอกบริษัทฯ

บริษัท เด็กซ์ซอน เมคคานิคอล โซลูชั่นส์ (DMS) ให้บริการงานออกแบบทางวิศวกรรม งานประกอบ งานโครงสร้าง รวมทั้งงานให้บริการบุคลากรทางด้านเครื่องกลและซ่อมบำรุง ทั้งในส่วนงานท่อและโครงสร้าง ในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ปิโตรเคมี และ

บริษัท ดาคอน ยุโรป บีวี (DEBV) ที่จัดตั้งในเนเธอร์แลนด์ เพื่อให้การดำเนินงานครอบคลุมลูกค้าในทวีปยุโรป และอเมริกา

“การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจของบริษัทฯ ให้แข็งแกร่ง เพิ่มโอกาสในการเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและมั่นคงในอนาคต เพราะ DEXON ตั้งเป้าหมายในการเป็นบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีด้านการตรวจสอบเฉพาะทางขั้นสูงแก่อุตสาหกรรมชั้นนำระดับนานาชาติแบบครบวงจร และให้บริการอย่างต่อเนื่องในทุกภูมิภาคของโลกอย่างยั่งยืน” นางมัลลิกา กล่าว

 



ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะบริษัทฯ มีแผนนำเงินที่ได้จากการระดมทุนส่วนหนึ่งไปใช้ขยายธุรกิจต่างประเทศ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ผ่านบริษัทย่อยในเนเธอร์แลนด์ เน้นให้บริการการตรวจสอบท่อโดยเทคโนโลยีขั้นสูง (Smart Pigging Technology) ที่มีคู่แข่งน้อยราย โดยเฉพาะการตรวจสอบรอยแตกขนาดเล็กในระบบท่อส่งที่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษที่มีเทคโนโลยีสูงที่บริษัทพัฒนาขึ้น (Hawk Pipeline Crack detection and measurement system) อีกส่วนหนึ่งจะใช้ลงทุนงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า และการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม เช่น การเปลี่ยนไปสู่พลังงานสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ การตรวจสอบระบบท่อส่งเพื่อรองรับการแปลงไปสู่การใช้งานของก๊าซไฮโดรเจน (Hydrogen Energy Conversion) ซึ่งจะมีการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ในระบบท่อส่งจากน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ไปเป็นการขนส่งก๊าซไฮโดรเจน และการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) เพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ที่เหลือนำไปชำระเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน และใช้เป็นทุนหมุนเวียนเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัทฯ และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันระดับสากล

สำหรับผลดำเนินงานย้อนหลัง 3 ปีล่าสุด (ปี 2562-2564) ธุรกิจได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด และการล็อกดาวน์ที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้รายได้และกำไรมีการเติบโตในอัตราชะลอตัวลง โดยมีรายได้จากการขายและบริการ 574.54 ล้านบาท 438.98 ล้านบาท และ 433.47 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 41.52 ล้านบาท 11.04 ล้านบาท และ 18.15 ล้านบาท ตามลำดับ  

อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์โดยรวมกลับสู่ภาวะปกติ มีการเปิดประเทศเต็มรูปแบบ ทำให้กิจกรรมทางการค้าและการลงทุนเริ่มฟื้นตัว ทำให้ช่วงครึ่งแรกปีนี้ บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและบริการ 259.89 ล้านบาท เติบโต 50.47% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิทำได้ 41.99 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 66.35 ล้านบาท เติบโต 272.34% จากช่วงเดียวกันปีก่อน

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้