COM7 ย้ำรายได้และกำไรปี 2568 โต 10-15% ก่อนทำ All Time High ต่อเนื่องปีหน้า จากสินเชื่อ UFUND, Taxi EV การลงทุนใน MVP

1968 จำนวนผู้เข้าชม  | 

COM7 ย้ำรายได้และกำไรปี 2568 โต 10-15% ก่อนทำ All Time High ต่อเนื่องปีหน้า จากสินเชื่อ UFUND, Taxi EV การลงทุนใน MVP


 

 

นายกชกร บูรณวุฒิกุล ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการเงิน บมจ. คอมเซเว่น (COM7) เปิดเผยแนวโน้มธุรกิจในช่วงครึ่งหลังปี 2568 ว่า พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์เชิงรุก เพื่อสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์ และเพิ่มโอกาสเข้าถึงลูกค้าให้ครอบคลุมมากขึ้น ด้วยการขยายสาขาเพิ่มอีก 80 สาขา เป็น 1,400 สาขา รวมถึงขยายพอร์ตสินเชื่อสมาร์ทโฟน ในโปรแกรม UFUND เพิ่มจากที่ทำได้ 2,100 ล้านบาท ในครึ่งปีแรก เป็น 4,000-5,000 ล้านบาท ผ่านการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรในช่องทางต่างๆ ให้ได้ 7,000 สาขาภายในครึ่งแรกปีหน้า จากเดิมที่ดำเนินการผ่านสาขาของบริษัทฯ 700 แห่งทั่วประเทศเท่านั้น เพื่อให้สอดคล้องกับรอบการเปลี่ยนสินค้าเทคโนโลยี ซึ่งจะมีการทยอยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จากแบรนด์ต่างๆ นำร่องด้วย iPhone รุ่นใหม่ เพื่อผลักดันผลดำเนินงานทั้งปีให้เติบโตทำสถติสูงสุดใหม่ (All Time High) โดยยังคงเป้าหมายรายได้ทะลุ 80,000 ล้านบาท ขณะที่กำไรเติบโต 10-15% พร้อมกับปูทางการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยังยืน ทั้งจากธุรกิจประกันภัย ที่มีแผนจะขยายบริการไปยังตลาดประกันสุขภาพ (Health & PA) รถยนต์ (Motor) และประกันภัยรูปแบบอื่นที่เชี่ยวชาญ และธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงานสะอาด ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการโซลูชัน Solar Rooftop แบบครบวงจร หรือรถแท็กซี่ไฟฟ้า (Taxi EV) ที่มีศักยภาพเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ จะให้ความสำคัญกับการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ อย่างเข้มข้นต่อเนื่อง ด้วยการปิดสาขาที่มียอดขายเฉลี่ยต่อเดือนต่ำกว่า 1 ล้านบาท รวมถึงยุติธุรกิจที่ไม่สร้างกำไรอย่าง Pet Paw ภายในสิ้นปีนี้ เพื่อมุ่งโฟกัสเฉพาะธุรกิจที่สร้างคุณค่าและการเติบโตอย่างแท้จริง โดยมีแผนจะลงทุนขยาย EV Charger Station ในทำเลศักยภาพ เพื่อสร้างระบบนิเวศรองรับการเติบโตในระยะยาว   

สำหรับผลดำเนินงานงวดไตรมาส 2 ปี 2568 COM7 มีกำไรสุทธิ 1,003.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) และเพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ขานรับผลสำเร็จของการปรับตัวให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ด้วยการจัดหาสินค้าที่ตอบความต้องการของตลาด ทั้งในแง่คุณภาพ ราคา และช่องทางการเข้าถึง โดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยีที่ยังคงมีความต้องการสูงในตลาด ทำให้ยอดขายปลีกทั้งจากสาขาเดิม และยอดขายจากสาขาใหม่เพิ่มขึ้น พร้อมกับสามารถต่อยอดรายได้จากการปล่อยสินเชื่อสมาร์ทโฟน ทั้งระบบ Android และ iOS ภายใต้ UFUND รวมถึงประกันภัย ภายใต้ไอแคร์ประกันภัย (iCARE) ให้เติบโตสูงขึ้น ผลักดันให้รายได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 13% YoY และประคองตัว QoQ มาอยู่ที่ 17,852 ล้านบาท ทั้งที่ไม่มีแรงหนุนจากมาตรการ E-Receipt เหมือนในไตรมาสแรก ขณะเดียวกัน การควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้รวม (SG&A) ลดลง อีกทั้งการควบคุมคุณภาพสินเชื่ออย่างรัดกุม ช่วยให้หนี้เสีย (NPL) อยู่ในระดับต่ำเพียง 1.16% ช่วยผลักดันให้อัตรากำไรสุทธิเพิ่มจาก 4.1% ในไตรมาส 2 ปีก่อน และ 4.8% ในไตรมาสแรก ขึ้นมาเป็น 4.9% สนับสนุนให้ผลดำเนินงานครึ่งปีแรกมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิ 1,984 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% จากครึ่งแรกปีก่อน ตามรายได้จากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น 10.6% เป็น 41,608 ล้านบาท

นอกจากนี้ ธุรกิจใหม่ รถแท็กซี่ไฟฟ้า (Taxi EV) ภายใต้การดำเนินงานของบริษัทย่อย อีวีเซเว่น (EV7) สามารถส่งมอบรถในครึ่งปีแรกแล้ว 835 คัน และเตรียมส่งมอบเพิ่มอีก 190 คันในเดือนสิงหาคม จากที่ตั้งเป้าหมายว่าจะส่งมอบแท็กซี่ไฟฟ้าปีนี้ 3,000 คัน ก่อนเพิ่มเป็น 7,000 คันในปีหน้า

และล่าสุด บริษัทฯ ได้ขยายขอบเขตการดำเนินธุรกิจเพิ่มเติม ด้วยการเข้าไปลงทุนใน บมจ. เอ็ม วิชั่น (MVP) ซึ่งเป็นคู่ค้าและพันธมิตรที่ร่วมงานกันมานานกว่า 8-9 ปี ผ่านการซื้อหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง (PP) จำนวน 580 ล้านหุ้น (จากทั้งหมด 800 ล้านหุ้น โดยหุ้นส่วนที่เหลือ 220 ล้านหุ้น จะจัดสรรให้ TR Partners) คิดเป็นสัดส่วน 51% ของหุ้นทั้งหมด ในราคาหุ้นละ 0.30 บาท (สูงกว่าราคาประเมินที่หุ้นละ 0.23 บาท และมูลค่าทางบัญชีที่หุ้นละ 0.24 บาท แต่ต่ำกว่าราคาตลาดที่หุ้นละ 0.35 บาท) มูลค่ารวม 174 ล้านบาท ผ่านบริษัทย่อย คอมเซเว่น โฮลดิ้ง (COM7H) โดยใช้กระแสเงินสดในมือสำหรับการลงทุนครั้งนี้ คาดว่าธุรกรรมจะเสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้ เพราะ MVP จะต้องขอมติเห็นชอบจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ซึ่งจะจัดในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ ที่ห้องสัมมนาชั้น 12 บริษัท สิทธิผล 1919 เลขที่ 999 ถนนพระรามที่ 3 แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพฯ กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ไม่ได้สิทธิเข้าประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น (วันขึ้นเครื่องหมาย XM) วันที่ 12 กันยายนนี้ ตามขั้นตอนก่อน และหลังจากนั้น COM7 จะต้องเดินหน้าทำคำเสนอซื้อกิจการจากผู้ถือหุ้นเดิม จำนวน 313.6 ล้านหุ้นที่เหลือ ตามกระบวนการ ภายในไตรมาสแรกปีหน้าต่อไป

เบื้องต้น นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ค่ายบัวหลวง (BLS) กับ ฟินันเซีย ไซรัส (FSS) มองมุมบวกต่อการลงทุนครั้งนี้ เพราะการใส่เงินทุนเข้าไปใน MVP จะทำให้บริษัทฯ มีสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงชวยต่อยอดธุรกิจ Digital Asset ให้กับ COM7 ซึ่งยังไม่มีหน่วยงานด้านนี้ รวมถึงสร้างรายได้จากโครงการพัฒนาระบบยืนยันตัวตนดิจิทัลในไทย (World Project) และการจัด event รวมถึงธุรกิจอื่นๆ ด้าน Non-retail ของบริษัทฯ ให้เติบโตเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันมีสัดส่วน 5% ของรายได้ ช่วยพลิกฟื้นผลดำเนินงานของ MVP จากขาดทุน ให้กลับมามีกำไร โดยไม่ต้องกังวลผลกระทบต่อผลดำเนินงานโดยรวมของ COM7 เพราะมีสัดส่วนรายได้ไม่ถึง 2% 

 

 

 


 

 

 

  

 

 

 

 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้