1629 จำนวนผู้เข้าชม |
นางสาวนฤชล ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL) เปิดเผยแผนดำเนินงานช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ว่า พร้อมยกระดับบริการโซลูชั่นด้านพลังงานสะอาด มุ่งเน้นการปลดล็อกศักยภาพการใช้พลังงานสะอาดในภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ หรือแม้แต่ภาคครัวเรือน ผ่านโมเดล Solar + Battery ที่ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าได้อย่างมีนัยสำคัญ มากกว่าการติดระบบโซลาร์อย่างเดียว ขานรับมาตรการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปล่าสุด ด้วยการสนับสนุนเงินทุนในการติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อป ที่มีการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า (On-Grid) กับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ครัวเรือนละไม่เกิน 50,000 บาท ซึ่งเตรียมเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนกลางเดือนตุลาคมนี้ เพิ่มเติมจากนโยบายลดหย่อนภาษีไม่เกิน 200,000 บาทที่ประกาศออกมาในเดือนมีนาคม รวมถึงขยายโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ผานการเข้าร่วมประมูลโครงการต่างๆ ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ระยะยาว 25 ปี (แผน PDP 2026 ฉบับใหม่) ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโครงการพลังงานสะอาด ทั้งโครงการโซลาร์ฟาร์ม ที่ภาครัฐตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตถึง 20,000-30,000 เมกะวัตต์ โครงการโซลาร์ภาคชุมชน โครงการ Direct PPA โครงการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ระดับโครงข่ายกว่า 10,485 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม Data Center และ EV หรืองานรับเหมาก่อสร้าง (EPC) อย่างโครงการขยายและปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้ารองรับกลุ่ม Data Center ใน EEC วงเงิน 3.1 หมื่นล้านบาท โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าระยะยาว 10 ปี โครงการก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูง ตลอดจนโครงการลงทุนในการเปลี่ยนผ่านสู่ Smart Grid พร้อมกับต่อยอดความเชี่ยวชาญ (จากจุดแข็งในรูปแบบการทำธุรกิจที่ครบวงจร และครอบคลุมทั้ง Energy Value Chain ทำให้สามารถดูแลลูกค้าตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำในทุกแรงดันไฟฟ้า) เข้าไปในอุตสาหกรรมใหม่ ที่โครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานด้านพลังงานสีเขียวเป็นฐานในการเติบโต
ประการสำคัญ บริษัทฯ จะมุ่งมั่นรักษาสมดุลระหว่างวินัยทางการเงินกับโอกาสเติบโตทางธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับการบริหารโครงสร้างทางการเงิน เพื่อให้เกิดการลงทุนที่มีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้น พร้อมสร้างมูลค่าที่จับต้องได้ต่อผู้ใช้พลังงานในทุกบทบาทและนำไปสู่การพัฒนาโครงสร้างตลาดไฟฟ้าเสรี ที่ไม่เพียงช่วยปลดล็อกจากกติกาใหม่ทางด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังยกระดับศักยภาพของตลาดพลังงานไทยให้พร้อมต่อการเติบโตของเศรษฐกิจใหม่ของประเทศในระยะยาว บนวิสัยทัศน์ในการเป็นพาร์ตเนอร์ด้านพลังงานสีเขียวที่ขับเคลื่อนโซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดและ AI (Energy & AI Infrastructure)
สำหรับผลดำเนินงานงวดไตรมาส 2 ที่ผ่านมา GUNKUL รายงานกำไรสุทธิที่ 575 ล้านบาท หากหักรายการพิเศษออก จะมีกำไรจากการดำเนินงาน 562 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56% จากไตรมาส 2 ปีก่อน (YoY) และเพิ่มขึ้น 26% จากไตรมาสแรก (QoQ) สูงกว่าตลาดคาด ผลจากรายได้ที่เติบโต 41% YoY และ 10% QoQ หนุนจากธุรกิจ EPC ที่เติบโต 188% YoY และ 4% QoQ และธุรกิจผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้า ที่เติบโต 22% YoY และ 29% QoQ ได้ปัจจัยสนับสนุนจากการทยอยรับรู้รายได้จากโครงการก่อสร้างระบบไฟฟ้าและพลังงานทั้งภาครัฐและเอกชนหลายโครงการ รวมถึงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ธุรกิจผลิตและจําหน่ายไฟฟ้าทรงตัว YoY และ QoQ
อย่างไรก็ตาม การมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจ EPC (มีอัตรากำไรต่ำกว่าธุรกิจผลิตและจําหน่ายไฟฟ้าไฟฟ้า) เพิ่มขึ้น ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลง 8.1% YoY แต่ปรับตัวดีขึ้น 2.3% QoQ มาอยู่ที่ 33.4% จากการประหยัดต่อขนาด ทว่า การบริหารจัดการค่าใช้จ่าย และควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (SG&A) ลดลงจากระดับ 14.5% ในไตรมาส 2 ปีก่อน และ 12.1% ในไตรมาสแรก เหลือ 10.6% ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิปรับลดเพยง 3.9% YoY แต่เพิ่มขึ้น 2.8% QoQ มาอยู่ที่ 20.4%
ขณะที่ผลดำเนินงานครึ่งปีแรกเติบโตดีขึ้นจากครึ่งแรกปีก่อน (YoY) โดยกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 21% เป็น 1,030 ล้านบาท หากหักรายการพิเศษออก จะมีกำไรจากการดำเนินงาน 1,018 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.5% ตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น 32% มาอยู่ที่ 5,409 ล้านบาท ทั้งที่อัตรากำไรสุทธิจะลดลง 1.7% YoY มาอยู่ที่ 19.1% อีกทั้งยังสามารถลดอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net IBD to Equity) ลงมาที่ 0.81 เท่า ต่ำกว่า Covenant ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 3 เท่า ทำให้มีศักยภาพในการระดมทุนพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจจากการพัฒนาโครงการต่างๆ ในอนาคต
ที่สำคัญ ธุรกิจพลังงานสะอาด สามารถบรรลุเป้าเมกะวัตต์สะสม 2,000 เมกะวัตต์ ได้ก่อนกำหนด หลังจากบริษัทฯ คว้าโครงการโซลาร์ลอยน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน ขนาดกำลังการผลิต 784 เมกะวัตต์ ที่ประเทศฟิลิปปินส์มาได้สำเร็จ ทำให้กำลังการผลิตติดตั้งตามสัดส่วนการถือหุ้นล่าสุด อยู่ที่ 2,121 เมกะวัตต์ ในจำนวนนี้ เป็นโครงการระหว่างพัฒนา พร้อมรับรู้เป็นรายได้ในปีนี้อีก 88 เมกะวัตต์ และสิ้นปี 2570 จำนวน 801 เมกะวัตต์ ที่เหลือทยอยสร้างการรับรู้รายได้ระหว่างปี 2571-73 รวม 613 เมกะวัตต์


ซึ่งเมื่อคิดรวมงานในมือ (Backlog) จากธุรกิจ EPC ที่จะทยอยส่งมอบสร้างการรับรู้รายได้ปีนี้ และปี 2570 ราว 4,300-4,500 ล้านบาท ทำให้มั่นใจว่า รายได้ปี 2569 จะเป็นไปตามเป้าหมาย 10,000 ล้านบาท ก่อนบรรลุเป้าหมาย 35,000 ล้านบาท ในปี 2570 ตามโรดแมปที่วางไว้