RATCH นับหนึ่งการลงทุนรอบใหญ่ในโครงการใหม่ๆ ยกระดับขึ้นเป็นหุ้นเติบโต

1581 จำนวนผู้เข้าชม  | 

RATCH นับหนึ่งการลงทุนรอบใหญ่ในโครงการใหม่ๆ ยกระดับขึ้นเป็นหุ้นเติบโต


 

 

นายนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ราช กรุ๊ป (RATCH) เปิดเผยแผนธุรกิจช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ว่า ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กร ภายใต้กลยุทธ์ 5S เพื่อผลักดันกำไรจากการดำเนินงานในรูปเงินสด (EBITDA) เพิ่มเป็น 30,000 ล้านบาท ในปี 2572 และเพิ่มสัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนจากปัจจุบันที่ 31% เป็นมากกว่า 35% ในปี 2573 และก้าวเป็น 40% ในปี 2578 พร้อมบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2593 ตามโรดแมปที่วางไว้

สำหรับภาพระยะสั้น ปีนี้ พร้อมสานต่อความสําเร็จในการบริหารสินทรัพย์และการลงทุนต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก โดยการบริหารสินทรัพย์ จะมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพโรงไฟฟ้า ด้วยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาพัฒนาระบบซ่อมบำรุงแบบเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance) ในโรงไฟฟ้าราชเอ็นเนอร์จี ระยอง และโรงไฟฟ้าราชโคเจนเนอเรชั่น ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าประเภท SPP ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้นทั้งหมด เพื่อตรวจจับและแจ้งเตือนความผิดปกติล่วงหน้าก่อนเกิดความเสียหายจริง ลดความเสี่ยงการหยุดเดินเครื่องฉุกเฉิน เพิ่มความเชื่อถือได้ (Reliability) และความพร้อมจ่าย (Availability) ของเครื่องจักร ทำให้สามารถลดต้นทุนเชื้อเพลิง ค่าใช้จ่ายการซ่อมบำรุง ช่วยเพิ่มรายได้ให้มากขึ้น พร้อมทั้งเริ่มศึกษาความคุ้มค่าในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม ให้มีอัตราการใช้ความร้อน (Heat Rate) สูงขึ้น 

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ เตรียมใช้ประโยชน์จากที่ดิน 550 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 2,000 ไร่ รวมทั้งความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และแหล่งน้ำที่เพียงพอ ของโรงไฟฟ้าราชบุรี (RG) เพื่อรองรับการพัฒนา Data Center ขนาด 300-1400 เมกะวัตต์ โดยกำลังเจรจากับผู้ประกอบการ Data Center 5-6 ราย เพื่อหาข้อสรุปร่วมกันในประเด็นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น รูปแบบการลงทุน แนวทางการหารายได้จากที่ดิน ที่เปิดกว้างทั้งการขายที่ดินและให้เช่าที่ดิน การขายไฟฟ้า และการขายน้ำ หรือการเจรจาเข้าร่วมถือหุ้นโครงการ Data Center ด้วย

ด้านการลงทุน บริษัทฯ วางงบลงทุนรวม 10,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าเดิม ที่ยังไม่หมดอายุสัญญา และได้รับการต่ออายุสัญญาใหม่หลังจากหมดอายุ รวมทั้งพัฒนาโครงการใน Pipeline ให้สามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้ตามแผน ควบคู่กับการขยายกำลังการผลิตทั้งในและต่างประเทศ โดยเข้าร่วมประมูลโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (แผน PDP 2026) ครอบคลุมทั้งโครงการโซลาร์ชุมชน โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม และโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล อีกทั้งยังมีการเตรียมความพร้อมสำหรับการลงทุนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) รวมถึงโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่าน (Transition Energy) เพื่อรักษาเสถียรภาพ และความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ

ส่วนตลาดต่างประเทศ พร้อมขยายโอกาสในตลาดอินโดนีเซีย โดยร่วมมือกับพันธมิตรเข้าประมูลโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ ในโครงการส่วนขยายของโรงไฟฟ้าไพตัน ในชวาตะวันออก รวมทั้งศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโครงการขยายกำลังผลิตเครื่องยนต์ก๊าซ (Gas Engine) ขนาด 200 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพร้อมระบบทำความเย็น กำลังการผลิต 140 เมกะวัตต์ ในเมืองบาตัม ตลอดจนการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานลมใน สปป. ลาว และโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมรุ่นใหม่ ที่มีอัตราการใช้ความร้อน (Heat Rate) สูงขึ้น 

ซึ่งแผนงานเหล่านี้ จะผลักดันให้ผลดำเนินงานครึ่งปีหลังเติบโตโดดเด่นกว่าครึ่งปีแรก ได้แรงหนุนจากการเริ่มรับรู้รายได้ของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ในฟิลิปปินส์ กำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 71.05 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังน้ำพลังน้ำซองเกียง 1 ในเวียดนาม กำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 5.5 เมกะวัตต์ ซึ่งมีกำหนดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) ในไตรมาสสุดท้ายปีนี้ พร้อมกับยกระดับ EBITDA ให้เติบโตแตะ 15,000 ล้านบาท โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่า 5% และช่วยเพิ่มสัดส่วนรายได้จากพลังงานทดแทนขึ้นมาเป็นไม่น้อยกว่า 15% ของรายได้รวม ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 

ขณะที่ผลดำเนินงานงวดไตรมาส 2 ที่ผ่านมา RATCH รายงานกำไรสุทธิ 1,400 ล้านบาท ลดลง 32% จากไตรมาส 2 ปีก่อน (YoY) แต่เพิ่มขึ้น 14.0% จากไตรมาสแรกปีนี้ (QoQ) แต่หากตัดรายการพิเศษออกไป จะมีกำไรปกติ 1,322 ล้านบาท ลดลง 33% YoY และลดลง 7% QoQ โดยการลดลง YoY สาเหตุหลักจากโรงไฟฟ้าราชบุรี หน่วยที่ 1 และ 2 หมดอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ. เมื่อวันที่ 30 ตุลาคมปีก่อน คิดเป็นกำลังการผลิตรวม 1,470 เมกะวัตต์ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลง 22% ประกอบกับการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าหงสา และโรงไฟฟ้าไพตันลดลง โดยโรงไฟฟ้าหงสาถูกกดดันจากเงินบาทแข็งค่า ขณะที่โรงไฟฟ้าไพตันเกิดจากการลดสัดส่วนการถือหุ้นลง 5% เหลือ 31.26% ส่วนการลดลง QoQ ถูกกดดันจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลง แม้จะสามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้น ขานรับผลสําเร็จจากการเพิ่มประสิทธิภาพการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าหลายแห่ง และไม่มีการปิดซ่อมบำรุงเหมือนไตรมาสแรก อีกทั้งการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าหงสา และโรงไฟฟ้าไพตันเพิ่มขึ้น ตามปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่สูงขึ้น ส่งผลให้รายได้รวมเติบโต 51% YoY และ 11% QoQ มาอยู่ที่ 13,694 ล้านบาท

ประการสำคัญ การรักษาความสามารถในการสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ช่วยให้กำไรจากการดำเนินงาน ในรูปเงินสด (EBITDA) งวดไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 3% QoQ เป็น 3,868 ล้านบาท แม้จะลดลง 11% YoY พร้อมกับหนุนให้ EBITDA ครึ่งปีแรก เพิ่มขึ้น 1.1% จากครึ่งแรกปีก่อน มาอยู่ที่ 7,620 ล้านบาท ตามรายได้รวมที่เติบโต 62% เป็น 26,015 ล้านบาท แต่การลดลงของอัตรากำไรขั้นต้นจาก 24% ในครึ่งแรกปีก่อน เหลือ 17% กดดันให้กำไรสุทธิลดลง 20% มาอยู่ที่ 2,628 ล้านบาท ขณะที่กำไรปกติลดลง 17% เป็น 2,744 ล้านบาท

โอกาสนี้ บริษัทฯ ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ในอัตราหุ้นละ 0.70 บาท กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (วันขึ้น XD) 8 กันยายนนี้ ก่อนจ่ายเงินในวันที่ 24 กันยายน โดยการจ่ายเงินปันผลครั้งนี้ลดลงจากช่วงก่อนหน้านี้ ที่จ่ายในอัตราหุ้นละ 0.80 บาท เพราะบริษัทฯ ต้องการสํารองกระแสเงินสดไว้รองรับการลงทุนโครงการใหม่ๆ ในไทย อินโดนีเซีย รวมถึงการลงทุนในธุรกิจเกี่ยวเนื่องด้านไฟฟ้า และพลังงานที่มีศักยภาพอื่นๆ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยยังคงรักษาวินัยทางการเงินได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยการควบคุมอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net D/E) ไม่ให้เกิน 1.3 เท่า จากระดับล่าสุด ที่ 0.9 เท่า  

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังประสบความสําเร็จในการขยายพอร์ตธุรกิจสู่การให้บริการพลังงานไฟฟ้าแก่ธุรกิจ Data Center ผ่านบริษัทในเครือ โดยได้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าให้กับลูกค้า Data Center ในเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนคร จำนวน 2 ราย กำลังการผลิต 48 เมกะวัตต์ และ 20 เมกะวัตต์ รวมถึงลูกค้า Data Center ในสวนอุตสาหกรรมเครือ สหพัฒน์ จังหวัดชลบุรี กำลังการผลิต 60 เมกะวัตต์ และการเจรจาเข้าร่วมลงทุนโครงการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ในประเทศตุรกี ขนาดกำลังการผลิต 100,000 ตันต่อปี ในครึ่งปีแรกอีกด้วย

 

 

 

 

 

 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้