113 จำนวนผู้เข้าชม |
นางสาวธิดา แก้วบุตตา ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์องค์กร บมจ. ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น (SAWAD) เปิดเผยแนวโน้มธุรกิจช่วงครึ่งหลังปี 2569 ว่า มีทิศทางสดใสขึ้นจากครึ่งปีแรก ได้แรงหนุนจากการเข้าสู่ High Season ของธุรกิจ ทำให้ความต้องการสินเชื่อของลูกค้าขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินเชื่อจำนำทะเบียน ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก และสินเชื่อเช่าซื้อโทรศัพท์มือถือผ่านระบบ Locked Phone ของ บมจ. ศรีสวัสดิ์ แคปปิตอล 1969 (SCAP) ซึ่งเริ่มเปิดใช้งาน Mobile Lending Platform ในช่วงครึ่งปีแรก และได้ขยายความร่วมมือกับเจ้าของแบรนด์และตัวแทนจำหน่ายกว่า 6,000 แห่งทั่วประเทศ พร้อมพัฒนาระบบอนุมัติสินเชื่ออัตโนมัติ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้ร้านค้าพันธมิตรในการให้บริการสินเชื่อที่รวดเร็ว โดยตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ในครึ่งปีหลัง 3,000-4,000 ล้านบาท หนุนให้สินเชื่อทั้งปีเติบโต 5-10% ตามเป้าหมายที่วางไว้
ประการสำคัญ บริษัทฯ จะมุ่งเน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ เพื่อสร้างผลกำไรระยะยาวอย่างยั่งยืน ด้วยการเดินหน้าบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุม ควบคู่กับการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มศักยภาพการดำเนินงาน พร้อมกับขยายพอร์ตสินเชื่อเพื่อสร้างการเติบโตของรายได้อย่างระมัดระวัง จากการคัดกรองลูกหนี้ที่มีคุณภาพ ผ่านการคัดเลือกประเภทหลักประกัน กลุ่มอาชีพของลูกค้า และพื้นที่ให้บริการ ให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมในการปล่อยสินเชื่อใหม่ รวมถึงติดตามคุณภาพลูกหนี้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะลูกค้าเดิมที่ได้ปรับโครงสร้างหนี้จากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นในไตรมาส 2 จนส่งผลกระทบด้านค่าครองชีพ เพื่อรักษาคุณภาพพอร์ตสินเชื่อ ตลอดจนเร่งต่อยอดขยายธุรกิจนายหน้าประกันภัยอย่างต่อเนื่อง เพิ่มความหลากหลายของแหล่งรายได้ นอกจากนี้ ยังมีแผนจะนำ Digital Transformation มาช่วยพัฒนาระบบบริหารสินเชื่อใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า ตลอดจนเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจในระยะยาว
สำหรับผลดำเนินงานงวดไตรมาส 2 ปีนี้ บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 1,400.76 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.3% จากไตรมาส 2 ปีก่อน (YoY) และเพิ่มขึ้น 4.4% จากไตรมาสก่อน (QoQ) ได้แรงหนุนจากการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่าย รวมถึงการบริหารทรัพย์สินรอการขายได้อย่างมีประสิทธิผล ช่วยให้ผลขาดทุนจากการขายทรัพย์สินรอการขายลดลงเหลือ 35 ล้านบาท (-68% QoQ, -82% YoY) ขณะที่ค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญ (credit cost) ลดลงเหลือ 2.05% (-17bps QoQ, -30bps YoY) ส่งผลให้อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ลดลงเป็น 42% (-120bps QoQ, -367bps YoY)
ขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาหนี้เสียของสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ในอดีตไปมากแล้ว และการรักษาคุณภาพพอร์ตสินเชื่อ ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ให้กลุ่มลูกค้าที่ได้รับผลกระทบด้านค่าครองชีพจากต้นทุนพลังงานที่สูงในไตรมาส 2 เพือป้องกันการไหลของหนี้เข้าสู่สถานะ NPL อย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการคัดกรองลูกหนี้อย่างระมัดระวัง พร้อมกับตัดจำหน่ายหนี้สูญในระดับที่สูงขึ้นระหว่างไตรมาส ช่วยให้บริษัทฯ สามารถขยายสินเชื่อได้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย (+0.8% QoQ, +2.8% YoY) เป็น 95,805 ล้านบาท โดยสินเชื่อจำนำทะเบียนเพิ่มขึ้นทั้ง QoQ และ YoY มาอยู่ที่ 70,103 ล้านบาท ส่วนสินเชื่อเช่าซื้อปรับตัวเพิ่มขึ้น QoQ หลักๆ จากพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อโทรศัพท์มือถือผ่านระบบ Locked Phone ที่เติบโต 2 เท่า สู่ระดับ 1,000 ล้านบาท แต่ลดลง YoY (เพราะขนาดของพอร์ตยังเล็กเมื่อเทียบกับพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อรวม) มาอยู่ที่ 25,702 ล้านบาท ขณะที่หนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) ยังทรงตัวในระดับ 3.87%
ความสำเร็จในการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่าย ควบคู่กับการดูแลคุณภาพพอร์ตสินเชื่อ และการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนให้ผลดำเนินงานของ SAWAD ครึ่งปีแรกเติบโตตามไปด้วย โดยกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 22.4% จากครึ่งปีแรกปีก่อน มาอยู่ที่ 3,005 ล้านบาท ตามสินเชื่อที่ขยายตัว 1.1% ผลักดันให้รายได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 1.9% เป็น 8,347 ล้านบาท และหนุนให้รายได้จากการขายประกันเพิ่มขึ้น 13.2% เป็น 738 ล้านบาท ส่งผลให้รายได้รวมเพิ่มขึ้น 1.4% มาอยู่ที่ 9,710.33 ล้านบาท พร้อมกับยกระดับอัตรากำไรสุทธิให้สูงขึ้นจาก 25.64% เป็น 30.95% และประกาศจ่ายปันผลระหวางกาล ในอัตราหุ้นละ 0.35 บาท กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (วันขึ้นเครื่องหมาย XD) 6 ตุลาคมนี้ และกำหนดจ่ายเงินในวันที่ 21 ตุลาคมนี้
ภาพรวมธุรกิจในครึ่งปีแรก ยังทำให้โบรกเกอร์สำนักต่างๆ มั่นใจว่า SAWAD สามารถก้าวผ่านจุดต่ำสุดได้ชัดเจนแล้ว โดยมีความเป็นไปได้สูงมากว่า จะเห็นแนวโน้มกำไรครึ่งปีหลังเติบโตดีขึ้นจากครึ่งปีแรก และน่าจะโชว์ศักยภาพการเติบโตที่แข็งแกร่งได้ตลอด 2 ปีนี้ (ปี 2569-70) ทำให้สามารถลงทุนข้ามปี เพื่อคาดหวัง Capital Gain จากราคาหุ้นที่ปรับฐานลงมาจากปัญหาหนี้เสียช่วงก่อนหน้านี้ คิดเป็น upside กว่า 45% (อิงราคาเหมาะสมเฉลี่ยของตลาดที่ 32 บาท) ไม่รวมเงินปันผลที่คาดว่าจะจ่ายในอัตรา 3-4%
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรพิจารณาภาวะเศรษฐกิจและผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม เพื่อประกอบการตัดสินใจ และจับจังหวะในการลงทุนด้วย เพราะเป็นตัวแปรสำคญที่อาจบั่นทอนให้ความสามารถชำระหนี้ของลูกค้าช่วงปลายปีนี้ต่อเนื่องต้นปีหน้าลดน้อยถอยลง จนเกิดความเสี่ยงเรื่องหนี้เสีย และการกันสำรองที่สูงกว่าคาด รวมถึงสร้างความผันผวนในตลาดรถมือสอง จนเกิดผลกระทบต่อการบริหารทรัพย์สินรอการขายตามมา